หลายปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างออกมาขอโทษในสิ่งเลวร้ายที่เคยทำไป มีให้เห็นตั้งแต่การไม่ขอโทษแบบเดิมๆ ไปจนถึงการใช้ข้ออ้างมากมาย การขอโทษที่ไม่ดีนั้นง่ายเกินไป แต่นักวิจัยพบว่าการขอโทษที่ดีมีองค์ประกอบบางอย่างร่วมกัน และการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบคอบสามารถช่วยให้คุณแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เนื่องจากการขอโทษในที่สาธารณะมีความยุ่งยากเฉพาะตัว เราจะเน้นที่ตัวอย่างแบบตัวต่อตัว ลองนึกภาพ “สำนักงานแห่งใหม่ของคุณมีแซนด์วิชไอศกรีมฟรีอยู่ในตู้เย็นส่วนกลาง หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่คุณคิด แต่เมื่อวันศุกร์ เมื่อคุณช่วยเพื่อนร่วมงานของคุณจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้เพื่อนร่วมงานอีกคน เขาพบว่าไอศกรีมครึ่งหนึ่งที่เขาซื้อสำหรับงานฉลองนั้นหมดไปแล้ว” แม้ว่านี่จะเป็นอุบัติเหตุที่น่าอับอายอย่างเห็นได้ชัด แต่การออกมาข้างหน้าและขอโทษยังคงเป็นสิ่งที่ควรทำ การทำความเข้าใจและยอมรับความรับผิดชอบต่อการกระทำของคุณ คือสิ่งที่นักวิจัยบางคนเรียกว่า ‘หัวใจสำคัญของคำขอโทษ’ แต่ไม่เป็นไรถ้าหากรู้สึกว่ามันยากเกินไป มันควรจะเป็นเช่นนั้น! การขอโทษที่มีค่าใช้จ่ายสูงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้มันมีความหมาย ดังนั้น แม้ว่าคุณจะถูกล่อลวงให้ปกป้องการกระทำของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าคำขอโทษที่ดีไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น มันเกี่ยวกับการพยายามทำความเข้าใจมุมมองของฝ่ายที่ถูกกระทำผิด และซ่อมแซมความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของคุณ นั่นหมายความว่าคุณควรขอโทษด้วยความรู้สึกผิดไม่ใช่ขอโทษเพราะมันทำให้รู้สึกดี แน่นอนมันมีความผิดพลาดที่เกิดจากอุบัติเหตุ และเกิดจากความตั้งใจ ลองนึกภาพ “คุณสัญญากับ ‘ฟิล์ม’ ...
การตลาด เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จทางธุรกิจ มันทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีกระแสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงตลอด สอดคล้องกับความสนใจของมนุษย์ในช่วงเวลานั้นๆ ในปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลไปกับงบการตลาด แต่ก็มักจะลืมองค์ประกอบสำคัญบางอย่างที่มีแนวโน้วในการเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น วันนี้ Future Trends จะมาเล่าให้ฟังกับเรื่องราวของ “4 อย่าง กลยุทธ์ทางการตลาด” ที่มักจะถูกละเลย แต่พวกมันคือ Game-Changer ที่สามารถพลิกโฉมธุรกิจของคุณได้อย่างง่ายดาย เพียงนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปผสมผสานให้ลงตัวกับ Campaign ของธุรกิจของคุณ [ 1. ใช้ประโยชน์จากคำวิจารณ์ของลูกค้า ] ความคิดเห็นของลูกค้าอาจจะสร้าง หรือ ทำลายธุรกิจของคุณได้เลยในยุคดิจิทัล ทว่า ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางการตลาดที่สำคัญนี้ให้เกิดประโยชน์เลย ทรัพยากรที่ว่านี้คือ ‘บทวิจารณ์เชิงบวกจากลูกค้า’ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ยังดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ...
ในความเป็นจริงมีสิ่งหนึ่งที่ ‘โหดร้าย’ มาก และใครหลายๆ คนเลือกที่จะปฏิเสธมัน มันคือ ‘ความสามารถในการควบคุม’ แล้วมันโหดร้ายอย่างไร? ก็เพราะว่าเมื่อมีสิ่งที่ควบคุมได้คุณก็จะรู้สึกว่ามีอำนาจในการควบคุมเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตคุณ แต่เมื่อคุณเจอตอกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้มันจะสร้างความเครียดให้คุณอย่างมาก วันนี้ Future Trends จะมานำเสนอ 6 วิธีในการหยุดความเครียดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ แต่ก่อนอื่นผู้อ่านอาจจะต้องยอมรับในจุดที่ว่า “เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่าง” ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นทั้ง 6 ข้อจะไม่มีความหมายอะไรเลย [ 1. กำหนดสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ ] ในความเป็นจริง มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่คุณควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ฝนตกที่ผลพยากรณ์อากาศไม่เคยจะแม่นยำเลย หรือ คุณไม่สามารถบังคับให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงไปเป็นในสิ่งที่คุณชอบได้ คุณไม่สามารถกำหนดไม่ให้พายุเกิดขึ้นได้ และคุณไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของคนอื่นได้ ...
นอกเหนือจากภาพจำของการเป็นผู้นำ ‘หมาป่า’ ยังถูกยึดโยงกับวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย โดยมาจากความดุร้ายของพวกมัน ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจีนหลายๆ แห่ง นิยามคำว่า ‘Wolf Culture’ หรือ ‘วัฒนธรรมหมาป่า’ ขึ้นมา เป็นคุณสมบัติที่ผู้ประสบความสำเร็จต้องมี องค์กรใหญ่ระดับโลกอย่าง ‘Huawei’ ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวคิดวัฒนธรรมองค์กรแบบหมาป่า แล้ว Wolf Culture แท้จริงแล้วมันมีลักษณะแบบใดกันแน่ แค่ความดุร้ายอย่างเดียวคงไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้หรอก [ Wolf Culture คืออะไร? ] หากผู้อ่านยังจำกันได้ Future Trends เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำแบบหมาป่า ตัววัฒนธรรมหมาป่าจะคล้ายคลึงกัน คือ การทำงานที่ทุกคนมีหน้าที่ ทุกตำแหน่งสำคัญ ขาดตำแหน่งไหนไปไม่ได้ ...
หลายคนเปรียบเทียบการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับการแต่งงาน เพราะความสำคัญในชีวิตของหุ้นส่วนทางธุรกิจมีความสำคัญมากเพียงใด จะขึ้นตรงกับความสำเร็จทางธุรกิจ และมีโอกาสที่คู่ค้าทางธุรกิจจะใช้เวลาร่วมกันมากกว่าคู่สมรสที่แท้จริงของตัวเองอีกด้วย ผู้คนมักจะกระโดดเข้ามาสู่การเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจโดยเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อน ซึ่งมีทั้งรายที่ไปได้ดี และเลวร้ายถึงขั้นแตกหักกันก็มี ดังนั้น ความแน่ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจก่อนจะร่วมลงทุนกับใครต้องมั่นใจก่อน วันนี้ Future Trends มีชุดคำถามที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะร่วมลงทุนกับใคร 1. เราต้องการสิ่งเดียวกันหรือไม่? เงินมักเป็นแรงจูงใจร่วมกัน แต่ความต้องการในตัวเงินมักต่างกัน ตลอดจนความเข้ากันได้ของแรงจูงใจอื่นๆ เช่น ความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตปกติ บ่อยครั้งที่คู่ค้ามาพร้อมกับความแตกต่างทางการเงิน ตัวอย่าง คน 2 คนที่ร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยคนหนึ่งประสบความสำเร็จทางการเงินแล้ว ทำให้การร่วมกันทางธุรกิจนี้มีแต่ความสนุกได้ทดลองสิ่งต่างๆ แต่หุ้นส่วนอีกคนมีแต่ความความเครียดในการทำงานเนื่องจากเป็นการลงทุนที่หวังผลกำไร ดังนั้น ควรถามก่อนว่าต้องการอะไรในการร่วมธุรกิจครั้งนี้ 2. เราจะทำงานหนักแค่ไหน? คนสองคนจะมีความแตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลา และจำนวนงานที่พวกเขาจะทำงาน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องน่าปวดหัวที่จะถามว่า ...
เหตุใดเราต้องทำหลายอาชีพ ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน ยังมีเหตุผลใดอีกที่ต้องทำ?
เรียนรู้เคล็ดลับการใช้มือประกอบการพูดให้ทรงพลังกว่าที่เคย
สรุปเนื้อหา ดร.ศิริกุล บรรยายในงาน ‘Where is the Future Food’ ร่วมหาคำตอบว่า อนาคตของอาหารและอาหารอนาคต จะเป็นอย่างไร?
พบกับคำแนะนำ 6 ข้อ เพื่อสร้างความมั่นใจ ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการพูดต่อหน้าผู้คนครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง
การเปลี่ยนไปทำงานทางไกลในช่วงที่เกิดโรคระบาดไม่เพียงแต่เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อสมองของเราด้วย สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ และควบคุมได้ของการทำงานที่บ้าน ทำให้เราทำงานด้วยความเงียบ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราไวต่อสิ่งรบกวนมากขึ้น เมื่อเรากลับไปสู่สภาพแวดล้อมในสำนักงานแบบเดิม การทำงานจึงสร้างความปวดใจให้พนักงานส่วนมาก ซึ่งมันมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานภาพรวมเมื่อเทียบกับการทำงานอยู่ที่บ้าน วันนี้ Future Trends จะมาเล่าเกี่ยวกับผลกระทบของการทำงานที่บ้านมาเป็นเวลานาน มันเปลี่ยนแปลงอะไรของชีวิตเราไปบ้าง? [ ผลกระทบของการทำงานจากที่บ้านต่อสมองของเรา ] สมองเป็นอวัยวะที่ปรับตัวได้สูง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของเรา เมื่อทำงานจากที่บ้านจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘นิวโรพลาสติก’ สมองของเราจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เงียบขึ้น และเสียสมาธิน้อยลง เราปรับตัวเข้ากับเสียงเบา ๆ รอบตัวบ้านได้มากขึ้น เช่น เสียงตู้เย็น เสียงนาฬิกาเดิน เสียงนกร้องที่นอกหน้าต่าง เสียงเหล่านี้กลายเป็นฉากหลังประจำวันของการทำงาน และสมองจะเรียนรู้ที่จะปรับแต่งเสียงเหล่านี้ เพื่อให้เรามีสมาธิในขณะทำงาน อย่างไรก็ตาม ...