KAMU KAMU (คามุ คามุ) แบรนด์เครื่องดื่มชาสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทยที่ยืนระยะในตลาดมานานกว่า 15 ปี ได้ประกาศก้าวสำคัญครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ ‘Yothé’ (โย-เท่) แบรนด์เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชาเจ้าแรกในประเทศไทย ชูแนวคิด ‘Tea Meets Yogurt’ พร้อมปักหมุดเปิดให้บริการสาขาแรก ณ ศูนย์การค้า Emsphere ชั้น G ในวันที่ 10 ตุลาคม 2569
การแตกไลน์แบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทดลองลอยๆ แต่ขับเคลื่อนด้วย Data-Driven Insight ที่ทรงพลัง เมื่อเมนูหมวดโยเกิร์ตของ KAMU KAMU สามารถทำยอดขายถล่มทลายทะลุ 500,000 แก้ว ภายในเวลาเพียง 5 เดือน (มีนาคม – กรกฎาคม 2569)
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณยืนยันชัดเจนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองหารสชาติและเนื้อสัมผัสรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานความอร่อย สดชื่น และโภชนาการที่ตอบโจทย์การดูแลตัวเองไว้ในแก้วเดียว
จากอินไซต์ 5 แสนแก้ว สู่ยุทธศาสตร์สร้าง Category ใหม่ ‘Tea Meets Yogurt’
คุณทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังการสร้าง Yothé ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเครื่องดื่มในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ความอร่อยหรือแก้คลายร้อนอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสนุกในการเลือกแต่งเครื่องดื่ม และคุณค่าทางอารมณ์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์
การเติบโตของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่แค่การคิดค้นรสชาติชาใหม่ๆ ในกรอบเดิม แต่คือการนำความเชี่ยวชาญด้านชาที่มีอยู่มาต่อยอดสร้าง New Product Category
เมื่อดีมานด์ฝั่งโยเกิร์ตพุ่งสูง และความเชี่ยวชาญฝั่งชาของแบรนด์แข็งแกร่ง การจับคู่สองสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่างละมุนลงตัวจึงเกิดเป็นนิยามใหม่ ‘Tea Meets Yogurt’
เจาะลึกแบรนด์ ‘Yothé’: คราฟต์ชาเข้มข้น ผสานโยเกิร์ตพรีเมียมจากญี่ปุ่น
ชื่อแบรนด์ Yothé (โย-เท่) เกิดจากการสมาสคำระหว่าง YOGURT และ THÉ (ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าชา) สื่อถึงจุดเชื่อมโยงทางรสชาติอย่างตรงไปตรงมา
1. ไม่ใช่แค่การแต่งกลิ่น แต่คือการคัดสรรวัตถุดิบต้นทาง
Yothé ไม่ได้ใช้วิธีนำชามาแต่งกลิ่นโยเกิร์ต หรือราดโยเกิร์ตไว้ชั้นบน แต่เป็นการพัฒนาสูตรที่คัดสรรชาเข้มข้นตามมาตรฐาน KAMU KAMU มาจับคู่กับโยเกิร์ตคุณภาพสูงนำเข้าจากญี่ปุ่น ให้ได้รสสัมผัสชานุ่มละมุน ผสานความเปรี้ยวอมหวานของโยเกิร์ตอย่างกลมกล่อม
2. ตอบโจทย์ Customization ด้วยท็อปปิ้ง 22 รายการ
เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ชอบความยืดหยุ่น Yothé เปิดให้ลูกค้าสนุกกับการ Mix & Match เครื่องดื่มในสไตล์ DIY ผ่านท็อปปิ้งที่มีให้เลือกถึง 22 ชนิด ทั้งผลไม้สด เยลลี่ ธัญพืช และซอสสูตรพิเศษ
3. วางกลยุทธ์ราคาแบบ ‘Affordable Indulgence’
ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท Yothé วางตำแหน่งแบรนด์อยู่ในกลุ่ม Affordable Indulgence หรือการมอบความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน (Small Indulgences) ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม ทว่าเข้าถึงง่าย ซื้อดื่มได้บ่อยครั้งโดยไม่รู้สึกเป็นภาระทางการเงิน
ต่อยอด Distinctive Brand Asset ผ่านมาสคอต ‘Yoshi’ และ DNA 3 ประการ
นอกเหนือจากมิติรสชาติ Yothé ยังสร้างความจดจำผ่าน Distinctive Brand Asset ด้วยบรรจุภัณฑ์และหน้าร้านสีขาว-แดงสดใส พร้อมเปิดตัว ‘Yoshi’ (โยชิ) แมวสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งเป็นตัวแทนของความโชคดี ความสบายใจ และการส่งมอบพลังบวกในทุกจุดสัมผัส (Touchpoints)
| DNA หลักของ Yothé | คำอธิบายเชิงสัญลักษณ์ | ผลลัพธ์ต่อประสบการณ์ลูกค้า |
| 1. HEALING | มอบความสุขเล็กๆ และความสบายใจในทุกวัน | สร้างผูกพันเชิงอารมณ์ (Emotional Value) |
| 2. UNBOUND | กล้าทดลองสิ่งใหม่ ไม่ยึดติดกรอบเครื่องดื่มเดิม | สร้างความตื่นเต้นผ่านเมนูพิเศษใหม่ๆ |
| 3. COOL | สนุกสนานกับการรังสรรค์เครื่องดื่มสไตล์ตนเอง | ตอบโจทย์พฤติกรรมสั่งซื้อแบบ Customize |
เป้าหมายใหญ่: ดัน KAMU KAMU สู่แบรนด์พันล้าน พร้อมขยาย Yothé 100 สาขา
การเปิดตัว Yothé ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ บริษัท คามุ คามุ จำกัด ซึ่งปัจจุบันทำรายได้รวมแตะระดับ 600 ล้านบาท และในไตรมาสแรกของปี 2569 มียอดขายเติบโตขึ้น 30% YoY โดยองค์กรตั้งเป้าหมายใหญ่ในการก้าวสู่แบรนด์เครื่องดื่ม 1,000 ล้านบาท และขยายสาขารวมของ KAMU KAMU สู่ 300 สาขา
สำหรับแบรนด์ Yothé วางโรดแมปการเติบโตหลังเปิดสาขาแรกที่ Emsphere ด้วยการตั้งเป้า ขยายสาขาให้ครบ 100 สาขาภายใน 5 ปี เพื่อยึดครองพื้นที่การเป็นผู้นำหมวดหมู่เครื่องดื่ม ‘Tea Meets Yogurt’ ในตลาดประเทศไทยอย่างยั่งยืน
สรุป
ปรากฏการณ์ของ Yothé สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการใช้ Data-Driven Insight จากสินค้าเดิม มาสร้างการเติบโตระลอกใหม่ (New S-Curve) การดึงจุดแข็งด้านชานมสไตล์ญี่ปุ่นมาผสานกับเทรนด์สุขภาพ และวางราคาแบบ Affordable Indulgence จะกลายเป็นคันเร่งสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ คามุ คามุ ก้าวสู่เป้าหมายแบรนด์พันล้านได้อย่างมั่นคง
เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


