World Economic Forum ประกาศยุคใหม่ของธุรกิจ เราต้องละทิ้งการแข่งขัน และหันมาช่วยโลก ด้วยเทรนด์ Climate Adaptation & Resilience

ความจริงที่น่าตกใจและไม่อาจปฏิเสธได้ ในปี 2026 นั่นคือเป้าหมาย ‘Net Zero’ หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืนอีกต่อไป สภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้เปลี่ยนเป็นต้นทุนที่ปรากฏในงบการเงิน
บทความนี้ Future Trends จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกเทรนด์ Climate Adaptation and Resilience (A&R) หรือการปรับตัวและความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์หลักที่ผู้นำระดับโลกในเวที World Economic Forum (WEF) ต่างหยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกรณีศึกษาที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณจากวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ
[ เสียงเตือนจากผู้นำโลก ณ ดาวอส ]
ในเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum การสนทนาได้ขยับขยายจากการหาทางป้องกัน ไปสู่การฟื้นฟู และปรับตัวอย่างเร่งด่วน
Johan Rockström ผู้อำนวยการสถาบัน Potsdam Institute for Climate Impact Research ได้กล่าวเปิดประเด็นด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจว่า ขณะนี้โลกอยู่ในโซนเตือนภัยสีเหลือง แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตสีแดงเต็มรูปแบบ แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจกำลังพุ่งสูงขึ้น
“ที่ระดับอุณหภูมิสูงขึ้น 1.5–2 องศาเซลเซียส เรามีความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้เฉลี่ยในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นถึง 5% เรากำลังพูดถึงเงินระดับล้านล้านดอลลาร์ ไม่ใช่แค่พันล้าน” คำพูดนี้ของ Johan Rockström สะท้อนชัดเจนว่า ความเสี่ยงทางธรรมชาติได้กลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงของเศรษฐกิจแล้ว มันกำลังทำลายห่วงโซ่อุปทาน สร้างภาระทางการคลัง และคุกคามความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ในขณะเดียวกัน André Hoffmann รองประธาน Roche Holding ก็ได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแนวคิดครั้งใหญ่ของภาคเอกชนว่า “แนวคิดที่ว่าเราต้องเลิกทำความเสียหายให้ธรรมชาติไม่เพียงพออีกต่อไป ตอนนี้เราต้องหันมาฟื้นฟูด้วย
สอดคล้องกับ Alicia Bárcena Ibarra เลขาธิการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเม็กซิโก ที่ประกาศบนเวทีเดียวกันว่า “เราจำเป็นต้องก้าวเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการฟื้นฟู’ เราต้องทำธุรกิจร่วมกับธรรมชาติ” นี่คือสัญญาณที่ส่งตรงถึงผู้นำองค์กรทั่วโลกว่า การมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงกิจกรรม CSR หรือภาระทางศีลธรรมนั้นจบลงแล้ว แต่มันคือเรื่องของความอยู่รอดและกำไรขาดทุนที่แท้จริง
[ Mitigation vs. Adaptation เข้าใจความแตกต่างเพื่อวางกลยุทธ์ ]
เพื่อให้เข้าใจทิศทางของปี 2026 อย่างถ่องแท้ ภาคธุรกิจต้องแยกแยะกลยุทธ์ออกเป็น 2 ด้านที่ต้องทำควบคู่กัน
1️⃣ Mitigation หรือ การลดผลกระทบ คือสิ่งที่เราทำมาตลอด เช่น การลดคาร์บอน
2️⃣ Adaptation & Resilience หรือ การปรับตัวและความยืดหยุ่น คือการยอมรับความจริงว่า ต่อให้เราหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกวันนี้ ผลกระทบจากก๊าซที่ปล่อยไปแล้วในอดีตก็ยังคงอยู่และรุนแรงขึ้น
สำหรับประเทศไทย ความจำเป็นด้านการปรับตัวนั้นเร่งด่วนอย่างยิ่ง ดัชนี Global Climate Risk Index 2021 ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นอันดับ 9 ของโลก ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น New Normal ที่ธุรกิจต้องบริหารจัดการ
ดังนั้น คำถามสำคัญในห้องประชุมบอร์ดบริหารปี 2026 จึงต้องเปลี่ยนจาก “เราจะลดคาร์บอนได้อย่างไร” ไปสู่คำถามที่ว่า “สินทรัพย์ของเราจะทนทานต่อผลกระทบของคาร์บอนที่ถูกปล่อยไปแล้วได้อย่างไร” เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น สินทรัพย์ที่ปรับตัวไม่ได้ อาจกลายเป็นหนี้สินได้ในพริบตา
[ พลิกมุมมองจากต้นทุน สู่โอกาสการลงทุนมหาศาล ]
ผู้นำธุรกิจมักมองว่าการเตรียมรับมือภัยพิบัติเป็นต้นทุนจม แต่ในมุมมองใหม่ A&R คือโอกาสการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ ตลาดสำหรับเทคโนโลยีและบริการด้านนี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันภัยพิบัติ วัสดุก่อสร้างที่ทนทาน หรือเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ
Ramon Laguarta ซีอีโอของ PepsiCo ได้กล่าวในเวที WEF เพื่อปรับมุมมองเรื่องความคุ้มทุนว่า
“นี่ไม่ใช่เรื่องของความยั่งยืนหรือการทำกำไร แต่มันคือเรื่องของ ‘ระยะสั้น’ หรือ ‘ระยะยาว’ การเติบโตจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมันไม่ไปทำลายทรัพยากรที่การเติบโตในอนาคตต้องพึ่งพา”
นอกจากนี้ Andrew Forrest ผู้ก่อตั้ง Fortescue ยังได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการปรับตัวเชิงรุกสามารถลดต้นทุนได้จริง “เราสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จากการนำน้ำมันดีเซลออกจากห่วงโซ่อุปทาน”
ภาคธุรกิจสามารถแบ่งกลยุทธ์ A&R ได้เป็น 2 รูปแบบ
1️⃣ A&R เชิงรับ: ปรับปรุงสินทรัพย์ของตนเองให้ทนทาน เช่น ย้ายคลังสินค้าหนีน้ำท่วม หรือเสริมความแข็งแรงโรงงาน
2️⃣ A&R เชิงรุก: สร้างโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อขายความสามารถในการปรับตัว ให้ลูกค้า เช่น ขายระบบพยากรณ์ความเสี่ยง หรือวัสดุที่ทนความร้อนสูง
[ กรณีศึกษา จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ]
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าองค์กรจะนำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างไร ลองดูตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากทั้งในไทยและต่างประเทศ
1️⃣ ภาคการเกษตรห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น (Resilient Supply Chain)
การเกษตรคือด่านหน้าของวิกฤตภูมิอากาศ ในประเทศไทย บริษัทผู้ส่งออกข้าวโพดหวานรายใหญ่ได้ตระหนักว่า ความเสี่ยงของเกษตรกรคือความเสี่ยงของบริษัท จึงไม่รอรับซื้อผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ระบบ Contract Farming เชื่อมโยงกับ Smart Farm
สิ่งที่ทำคือเข้าไปบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้ความรู้และเทคโนโลยีแก่เกษตรกรในเครือข่ายกว่า 20,000 ราย ส่งผลให้สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้แม้สภาพอากาศแปรปรวน เป็นการสร้าง Resilience ให้กับห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง สวนลอยน้ำ (Floating Gardens) ในบังกลาเทศ ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยกย่อง ซึ่งเปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นแปลงผัก ทำให้ปลูกพืชได้แม้ในพื้นที่น้ำท่วมขังตลอดปี แสดงให้เห็นว่า A&R ไม่จำเป็นต้องใช้ High Tech เสมอไป
2️⃣ ภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ออกแบบเพื่ออยู่ร่วมกับภัยพิบัติ
อาคารในศตวรรษที่ 21 ต้องรับมือกับระดับน้ำทะเลและพายุที่รุนแรงขึ้น ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Spaulding Rehabilitation Hospital ในบอสตัน สหรัฐอเมริกา ด้วยแนวคิด แทนที่จะสร้างกำแพงกั้นน้ำสูงๆ เพียงอย่างเดียว สถาปนิกตัดสินใจยกระดับพื้นชั้นหนึ่งทั้งหมดให้สูงขึ้น 30 นิ้วเหนือระดับน้ำท่วมที่คาดการณ์ไว้
ย้ายระบบสำคัญ เช่น ไฟฟ้า และ IT ขึ้นไปไว้บนชั้นดาดฟ้าทั้งหมด หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ โรงพยาบาลยังคงดำเนินงานต่อได้ นี่คือการออกแบบที่ยอมรับความจริงและอยู่ร่วมกับความเสี่ยง
3️⃣ เมืองและชุมชน Resilience Hubs
ในสหรัฐอเมริกา แนวคิด Resilience Hubs กำลังแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น Sabathani Community Center ที่เปลี่ยนศูนย์ชุมชนให้มีระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + Storage) เป็นของตัวเอง
โดยมีเป้าหมายหากโครงข่ายไฟฟ้าหลักล่มจากพายุ ศูนย์นี้จะยังมีไฟฟ้าใช้ กลายเป็นที่หลบภัยและศูนย์กระจายความช่วยเหลือได้ทันที
[ ทางรอดเดียวคือการลงมือทำและร่วมมือกัน ]
ในปี 2026 องค์กรที่ไร้ยุทธศาสตร์ด้าน Climate Adaptation and Resilience ก็เปรียบเสมือนองค์กรที่ไร้แผนประกันความเสี่ยง การรอให้ภาครัฐแก้ไขปัญหา หรือรอให้เทคโนโลยีราคาถูกลงอาจสายเกินไป ผู้นำองค์กรต้องเริ่มประเมิน Physical Risk Assessment อย่างจริงจังว่าโรงงาน ซัพพลายเชน และระบบโลจิสติกส์ของท่านพร้อมรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นแล้วหรือยัง
สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ดังที่ Sumant Sinha ซีอีโอของ ReNew และ Ramon Laguarta แห่ง PepsiCo เห็นพ้องกันว่า เราต้องลดความเห็นแก่ตัวลงและหันมาร่วมมือกัน
“บางครั้งเราก็ต้องขจัดความเป็นคู่แข่งทางการค้าออกไป และร่วมมือกันในสิ่งที่จำเป็น” เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงหายนะ แต่มันคือการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของท่านให้เติบโตต่อไป ภายใต้ข้อจำกัดของโลกใบนี้
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
Sources: หนังสือ Future Trends Ahead 2026 สามารถดาวน์โหลด e-book ได้ที่ : https://page.futuretrend.co/FTAheadEbook
.
World Economic Forum – Live from Davos 2026: What to know on Day 2 : https://www.weforum.org/stories/2026/01/live-from-davos-2026-what-to-know-on-day-2/
