“ถ้าอินเตอร์เน็ตคือ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในปี 2000 AI ก็คืออินเตอร์เน็ตของปี 2026” รับมือ 3 เทรนด์ที่พร้อมชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
การทำความเข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาค ถือเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ ผู้นำแห่งอนาคต จำเป็นต้องมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกปัจจุบัน มันไม่ใช่เรื่องของการนั่งมองตัวเลขสถิติบนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว แต่คือการอ่าน ‘สัญญาณ’ แห่งความผันผวนเพื่อนำมาปรับยุทธศาสตร์องค์กรให้ทันท่วงที
ศาสตราจารย์ Andrew K. Rose คณบดีคณะบริหารธุรกิจ (NUS Business School) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโกร์ (NUS) ได้แบ่งปันมุมมองอันแหลมคมเกี่ยวกับ 3 ปัจจัยสำคัญที่มีทั้งส่วนช่วยขับเคลื่อนและฉุดรั้ง เทรนด์เศรษฐกิจไทย 2026 ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวชิ้นสำคัญที่ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจไทยไม่ควรพลาดมองข้าม
สรุปภาพรวม 3 เทรนด์ท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2026
| ปัจจัยท้าทาย | ผลกระทบต่อประเทศ | ทางออกของผู้นำองค์กร |
| 1. วิกฤตพลังงานภายนอก | กระทบฝั่งอุปทาน (Supply Shock) ดันเงินเฟ้อและฉุดภาคท่องเที่ยว | สร้างโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า |
| 2. ภูมิรัฐศาสตร์โลก | กฎเกณฑ์การค้าโลกสั่นคลอน ตกอยู่ในสถานการณ์อึดอัดใจ | เพิ่มทักษะการทูตเชิงเศรษฐกิจ กระจายความเสี่ยงคู่ค้า |
| 3. ข้อจำกัดด้านทุนมนุษย์ | ปริญญาไม่ตอบโจทย์ตลาด เกิดจุดคอขวดในการใช้ AI | ส่งเสริมวัฒนธรรม Open Mindset เร่งกระตุ้นการ Upskill |
1. พายุภายนอกประเทศและวิกฤตพลังงาน “Unambiguously Bad for Thailand”
ผู้นำองค์กรยุคใหม่ต้องตระหนักร่วมกันว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อปัจจัยและมรสุมภายนอกประเทศสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งศาสตราจารย์ Rose ได้ระบุชี้ชัดว่าเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือน:
“A completely external shock that hits the supply side of the economy”
(แรงกระแทกจากภายนอกแบบสมบูรณ์ที่เข้าโจมตีฝั่งอุปทานของระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง)
คณบดี NUS ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงลบด้านพลังงานไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ดังนั้น การที่ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งส่งผลเสียต่อประเทศไทยอย่างชัดเจนแบบไม่มีข้อโต้แย้ง (Unambiguously bad for Thailand)
ความน่ากังวลของเทรนด์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ไปฉุดรั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการหาเงินเข้าประเทศ เนื่องจากต้นทุนการเดินทางและค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มชะลอการเดินทาง ผู้นำธุรกิจจึงต้องเร่งสร้างโมเดลที่ยืดหยุ่น ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้
2. ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า “A Very Uncomfortable Situation”
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ในเวลานี้ได้แผ่ขยายอาณาเขตเกินกว่าขอบเขตของคำว่า ‘การเมืองระหว่างประเทศ’ ไปไกลมากแล้ว เพราะมันกำลังกลายเป็นการช่วงชิงเพื่อกำหนดกติกาโลกใหม่ที่จะเปลี่ยนไปตลอดกาล ศาสตราจารย์ Andrew มองว่าทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์ต่างกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง (A very uncomfortable situation)
สาเหตุหลักเป็นเพราะระเบียบการค้าโลกเสรีที่เคยพึ่งพาได้ในอดีตกำลังเกิดการสั่นคลอนอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศต่างๆ กำลังค่อยๆ สลายตัวไป (International orders and rules are being dissipated)
ตราบใดที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ยังคงปกคลุม การที่ประเทศไทยจะยกระดับตัวเองขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง หรือการพยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ก็จะยังคงต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านและอุปสรรคชิ้นใหญ่ ผู้นำยุคใหม่จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และการบริหารความเสี่ยงเชิงนโยบายอย่างเข้มงวด
3. AI และทุนมนุษย์ คือทางออกของประเทศ “The Single Most Important Factor”
เมื่อหันมามองปัจจัยด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ศาสตราจารย์ Rose ได้เปรียบเทียบไว้อย่างทรงพลังว่า “AI คืออินเตอร์เน็ต” ของยุคนี้ มันมีแนวโน้มที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติทุกสิ่งทุกอย่าง (Likely to transform everything) ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม คำเตือนที่สำคัญที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อเทคโนโลยี แต่คือเรื่อง “การสะสมทุนมนุษย์” (Human Capital Accumulation)
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าจุดคอขวดที่แท้จริงของไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของตัวระบบเทคโนโลยี เพราะประเทศไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเครื่องมือ AI ได้เร็วเท่าทันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แต่คุณภาพของ “ทุนมนุษย์” ต่างหากที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว (The single most important factor)
“แม้ประเทศไทยจะมีอัตราผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสัดส่วนที่มาก แต่ใบปริญญาเหล่านั้นอาจไม่ได้ตอบโจทย์หรือวางทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่เสมอไป (The degrees are not always well oriented)”
ดังนั้น หน้าที่หลักของ ผู้นำแห่งอนาคต คือการเร่งสลายขีดจำกัดนี้ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดใจกว้าง (Open Mindset) และกล้าที่จะยอมรับความไม่รู้ของตนเอง เพื่อสร้างแรงผลักดันให้บุคลากรในทีมพร้อมที่จะกระโจนเข้าหาการ Upskill และ Reskill ทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถอยู่รอดและทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุปสำหรับผู้นำไทย
ทิศทางการเติบโตและขับเคลื่อน เทรนด์เศรษฐกิจไทย 2026 ในทศวรรษหน้า อาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความล้ำสมัยหรือความเก่งกาจของเครื่องมือ AI ที่องค์กรเลือกใช้เพียงอย่างเดียว ทว่าตัวแปรต้นที่แท้จริงที่จะชี้ชะตาว่าจะสามารถพาธุรกิจฝ่ามรสุมวิกฤตพลังงานและสงครามภูมิรัฐศาสตร์ไปได้หรือไม่นั้น… จะถูกกำหนดด้วยคุณภาพ ศักยภาพ และความพร้อมในการปรับตัวของ ‘คน’ ในองค์กรเป็นสำคัญ
เรียบเรียงโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


