เทรนด์ T-Beauty มาแรง! ส่ง ‘ศรีจันทร์’ พุ่งทะยานสู่ 2,000 ล้าน พลิกเกมรบฉบับ Wartime CEO

‘ศรีจันทร์’ พุ่งทะยานสู่ 2,000 ล้าน โตพร้อมเทรนด์ T-Beauty ที่ทำให้ตลาดความงามไทยมีมูลค่า 300,000 ล้านบาท
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อก่อน เวลาเพื่อนชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย รายการสิ่งของ Must Have ที่พวกเขาต้องตามล่าเพื่อซื้อกลับประเทศมักจะหนีไม่พ้น กางเกงช้าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง หรือยาดมสมุนไพร
ทว่าในปัจจุบันสปอตไลต์ได้เริ่มเปลี่ยนทิศ เมื่อไอเทมยอดฮิตติดกระเป๋าของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลายเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติไทย หรือที่เรียกกันในวงการว่า เทรนด์ T-Beauty ซึ่งกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในระดับสากล
ต้องยอมรับว่าเวลานี้คือยุคทองของ เทรนด์ T-Beauty อย่างแท้จริง ข้อมูลมูลค่าตลาดความงามในไทยพุ่งทะยานไปกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 10% ต่อปี ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่เติบโตสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่อยู่ราว 3% และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของตลาดความงามโลกซึ่งอยู่ที่ 6.3%
และในสมรภูมิรสรบอันดุเดือดนี้ แบรนด์ระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมาเกือบ 80 ปี อย่าง ‘ศรีจันทร์’ (Srichand) คือตัวแทนแบรนด์ไทยที่สามารถปรับตัวและพาสินค้า Made in Thailand ไปปักธงในใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างน่าจับตามอง
จากแบรนด์ที่ ‘คุณแม่ต้องมีติดกระเป๋า’ พลิกโฉมสู่แบรนด์ ‘ขวัญใจวัยรุ่น’
ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายบ่นอุ้อย่างหนาหู ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดเผยงบการเงินล่าสุดที่น่าทึ่งของ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด โดยแบรนด์สามารถทุบสถิติสร้างรายได้รวมทะลุ 2,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากเทียบกับฐานข้อมูลเดิมจะเห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน
ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด
| ปีงบการเงิน | รายได้รวม (บาท) | กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราการเติบโต (%) |
| 2567 | 1,600,481,622 | — | Baseline |
| ล่าสุด (2026) | 2,063,776,001 | 274,776,253 | +29% |
แต่ตัวเลขที่สวยหรูและฉลุยขนาดนี้ ย่อมมีเบื้องหลังการรบในโหมด ‘Wartime’ ของแม่ทัพใหญ่ผู้ทรงวิสัษนวาทอย่าง คุณแท็ป-รวิศ หาญอุตสาหะ ที่ต้องแก้เกมธุรกิจแบบวันต่อวันท่ามกลางมรสุมและปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ และนี่คือ 5 คัมภีร์วิถีรบที่ทำให้ศรีจันทร์พุ่งชนเป้าหมาย 2,000 ล้านบาท
1. เมื่อโลกเข้าสู่ ‘ภาวะสงคราม’ (Wartime Mindset)
คุณรวิศย้ำเตือนกับคนทำงานยุคนี้เสมอว่า ยุคปัจจุบันเราไม่ได้ทำธุรกิจในภาวะปกติ (Peace Time) อีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ Wartime ของจริง ซึ่งสงครามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงลูกกระสุนหรือระเบิดทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “สงครามห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Shock) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลก
“พลาสติกคือเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เพราะทุกอย่างตั้งแต่วงตลับ แป้งพัฟ ไปจนถึงขวดรองพื้นต้องใช้บรรจุภัณฑ์”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันผันผวน ต้นทุนเม็ดพลาสติกแพง และวัตถุดิบขาดแคลน กลยุทธ์แบบเดิมๆ ที่เคยใช้อย่างสงบสุขจึงต้องถูกโละทิ้ง ศรีจันทร์เปลี่ยนโหมดการทำงานจากการวางยุทธศาสตร์รายเดือน มาเป็นการประชุมมอนิเตอร์ดาต้าที่ถี่ขึ้น ละเอียดขึ้น และสื่อสารกับพาร์ตเนอร์ทั่วโลกบ่อยขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจมีความเร็ว (Speed) ทันต่อสถานการณ์โลก
2. กลยุทธ์ Shift Port: จากเครื่องสำอาง สู่สกินแคร์กู้ชีพ!
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคง เกิดขึ้นจากการมองเห็น “จุดเปราะบาง” (Choke Point) ของตัวเอง ในช่วงวิกฤตที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยและอยู่บ้าน ยอดขายเครื่องสำอางซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของศรีจันทร์ดิ่งลงทันที
สิ่งที่แม่ทัพของศรีจันทร์ทำคือการกล้าเปลี่ยนสัดส่วนพอร์ตสินค้า (Shift Port) ในทันที โดยหันมาลุยตลาดสกินแคร์ (Skincare) หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างเต็มสูบ เพราะวิเคราะห์อินไซต์ออกว่า แม้ผู้คนจะลดการแต่งหน้าลง แต่พวกเขายังคงให้ความสำคัญกับการบำรุงและดูแลสุขภาพผิว จนกระทั่งปัจจุบัน พอร์ตสกินแคร์กู้ชีพของศรีจันทร์ขยายใหญ่และกลายเป็นขุมทรัพย์หลักที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงองค์กร
3. ‘Cash Flow is King’ กระแสเงินสดคือราชา
ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง คุณรวิศได้ให้คำแนะนำเชิงเตือนสติแก่ผู้ประกอบการทุกคนไว้อย่างน่าสนใจว่า:
“ธุรกิจสามารถเผชิญภาวะขาดทุนทางบัญชีได้ตราบใดที่มี Cash Flow แต่ถ้าองค์กรมีกำไรแต่ไร้กระแสเงินสดหมุนเวียน…คุณสามารถเจ๊งได้ทันที”
ในภาวะรบ ศรีจันทร์ให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสดเหนือสิ่งอื่นใด โดยสร้างระบบวิธีคิดให้ทีมงานแยกแยะระหว่าง ‘สิ่งที่จำเป็นต้องมี’ (Need) กับ ‘สิ่งที่แค่อยากได้’ (Want) ออกจากกันอย่างเด็ดขาด แผนงานหรือโปรเจกต์ใดที่จังหวะเวลา (Timing) ยังไม่เอื้ออำนวย ผู้นำต้องกล้าที่จะกดปุ่มหยุด (Pause) ทันทีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร
4. อาวุธลับ AI และ Data ขับเคลื่อนการทำงานหน้างาน
ศรีจันทร์เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ Data-driven และ AI อย่างเข้มข้น ในยุคนี้การเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์เฉยๆ ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ศรีจันทร์จึงดึง AI เข้ามาทำหน้าที่จัดการงานซ้ำซ้อน (Routine Tasks) เช่น การทำ Market Research เบื้องต้น หรือการดึงสถิติออกรายงานข้ามแผนก
การทลายกรอบงานเอกสารเหล่านี้ ช่วยปลดล็อกเวลาอันมีค่าให้พนักงาน โดยเฉพาะทีมขาย (Sales) ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปสัมผัสหน้างานจริง คุยกับลูกค้าและพาร์ตเนอร์โดยตรง เพราะข้อมูลสำคัญที่ช่วยปิดยอดขายและอ่านใจผู้บริโภคไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ แต่อยู่ที่ตลาดหน้างาน
5. หัวใจแม่ทัพต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Human Touch)
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจของบุคลากรคือสิ่งสำคัญไม่แพ้ตัวเลขในบัญชี ศรีจันทร์เลือกดำเนินนโยบายดูแลรักษาแรงงานอย่างยั่งยืน โดยไม่มีการเลิกจ้างพนักงานจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยื่นมือช่วยเหลือค่าครองชีพพนักงานระดับปฏิบัติการเพื่อสร้างความมั่นคงทางใจ
ไม่เพียงแค่องค์กรภายใน แต่ศรีจันทร์ยังส่งต่อความจริงใจไปยังคู่ค้า (Suppliers) ด้วยการพยายามตรึงราคาขายให้นานที่สุด แม้จะต้องยอมแลกกับอัตรากำไร (Margin) ที่ลดลงชั่วคราว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและปั้น Brand Equity ให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
บทสรุป: ถอดรหัสความสำเร็จของศรีจันทร์สู่อนาคต
การพาแบรนด์ระดับตำนานก้าวผ่านหลักความสำเร็จ 2,000 ล้านบาท ท่ามกลางกระแส เทรนด์ T-Beauty ที่กำลังเบ่งบาน เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวของ 4 ทักษะสำคัญ:
- Wartime Mindset: ความพร้อมรบและยืดหยุ่นในการปรับตัวตลอดเวลา
- Strategy Shift: การกล้าเปลี่ยนพอร์ตสินค้าให้ตรงตามอินไซต์ผู้บริโภค
- Cash & Data: การบริหารเงินสดอย่างเข้มงวดพร้อมใช้ AI เสริมศักยภาพ
- Human Touch: การดูแลพนักงานและคู่ค้าด้วยหัวใจเพื่อความยั่งยืน
บทเรียนจากศรีจันทร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทางรอดของธุรกิจในยุคนี้คือการหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้ มอนิเตอร์กระแสเงินสดอย่างใกล้ชิด และสื่อสารกับทีมงานอย่างจริงใจ หากผู้นำมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะปรับเปลี่ยนอย่างมีวินัย องค์กรก็จะสามารถค้นพบทางรอดและเติบโตเป็นผู้ชนะในสมรภูมิระดับสากลได้อย่างสง่างาม
เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

