Type to search

แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน ผ่าน 4 กลยุทธ์ และ 7 สัญญาณเทรนด์สำคัญ

January 20, 2026 By Pakanut Tariyawong

ปี 2569 อาจเป็นปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่งสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย เศรษฐกิจผันผวน กำลังซื้อหดตัว และความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ

ท่ามกลางความท้าทายนี้ แสนสิริ ผู้นำตลาดอสังหาฯ เปิดเผยแผนธุรกิจที่เต็มไปด้วยสัญญาณของเทรนด์สำคัญที่ทุกธุรกิจควรจับตา

ด้วยฐานะผู้นำที่ทำกำไรสูงสุดในอุตสาหกรรม 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือนสิ้นสุด 30 กันยายน 2568) และมีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท การเคลื่อนไหวของบริษัทจึงเหมือนเลนส์ ที่ทำให้เห็นภาพอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค

ผ่านเทรนด์การใช้ชีวิต และกลยุทธ์การรับมือวิกฤตที่นำไปปรับใช้ได้จริง

[7 เทรนด์สำคัญที่ผู้บริหารต้องรู้]

🐱 1. Pet Economy เติบโตจากกลุ่มเฉพาะสู่เทรนด์กระแสหลัก

แสนสิริประกาศขยายโครงการ Pet-Friendly เป็น 20 โครงการในปีนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่ม Pet Parent ไม่ใช่แค่กลุ่มเฉพาะอีกต่อไป แต่กลายเป็นกำลังซื้อหลักที่ธุรกิจต้องคำนึงถึงในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ

การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค (Pet-Friendly) อาจเป็นจุดแตกต่างสำคัญที่ช่วยสร้าง Competitive Advantage ในตลาดที่แข่งขันสูง

🧘 2. Well-being จากเทรนด์สู่มาตรฐานใหม่

ปัจจุบัน Well-being ไม่ใช่ Feature เสริม แต่เป็น Core Value ที่ต้องฝังอยู่ในทุก Touchpoint ของผลิตภัณฑ์และบริการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะไม่ใช่แค่จุดขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น มาตรฐานใหม่ที่ผู้บริโภคคาดหวัง แสนสิริมุ่งเน้นทั้งสุขภาพกายและใจ รวมถึงมาตรฐานปลอดฝุ่นและสารเคมี พร้อมสร้าง Sansiri Community ใหม่บนทำเลกรุงเทพกรีฑา พื้นที่กว่า 142 ไร่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness เป็นหลัก

🪞3. Lifestyle Segmentation ความละเอียดในการแบ่งกลุ่มลูกค้า

แสนสิริไม่ได้มองผู้บริโภคแค่ตามรายได้อีกต่อไป แต่แบ่งตาม ช่วงชีวิต และไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม DINK (Double Income, No Kids – คู่รักมีรายได้สองทางไม่มีลูก) หรือกลุ่ม Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การ Segment ตลาดที่ลึกซึ้งกว่าแค่ Demographics คือกุญแจสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Real Demand อย่างแท้จริง

🚚 4. Ready to Move (RTM) การปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสภาพคล่อง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แสนสิริเน้นคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ 10 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท โดยมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท กลยุทธ์นี้ช่วยให้สามารถรับรู้รายได้ได้ทันทีหลังการโอน ลดความเสี่ยงจากการรอโครงการแล้วเสร็จ

💎 5. Premium Focus

ในช่วงวิกฤต การเลือกสนามรบที่เรามีความได้เปรียบสูงสุด สำคัญกว่าการพยายาม “ครอบคลุม” ทุกตลาด แทนที่จะกระจายกำลังไปทั่ว แสนสิริตัดสินใจเลือกอย่างชัดเจน ด้วยการเปิดโครงการใหม่ในกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพที่ยังมีความต้องการอยู่ แม้ตลาดโดยรวมจะหดตัว

🧩 6. Ecosystem Play จาก Developer สู่ Total Solution Provider

การสร้าง New S-Curve ผ่านธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ช่วยกระจายความเสี่ยงและเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว โดยแสนสิริขยายไปสู่ระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่การบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีม Plus Property และ LIV-24 ไปจนถึงการเปิดตัว Crafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% แตะระดับ 500 ล้านบาทในปีนี้

บริษัทยังจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี

🤝🏻 7. Strategic Partnership เพื่อเพิ่มโอกาส

ในยุคที่ทรัพยากรจำกัด การร่วมทุนกับพันธมิตรที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน

แสนสิริเดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุน (Joint Venture) กับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อย่างเช่นความร่วมมือกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) ในโครงการ LOVE by Sansiri มูลค่ากว่า 6,300 ล้านบาท

[4 กลยุทธ์หลักรับมือเศรษฐกิจผันผวน]

จากเทรนด์ทั้งหมดที่กล่าวมา แสนสิริสรุปเป็น 4 กลยุทธ์หลักที่ใช้รับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานที่มั่นคง:

กลยุทธ์ที่ 1 รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium)

บริษัทเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในกลุ่มนี้สัดส่วนสูงถึง 80% โดยเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค พร้อมบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง

ในช่วงต้นปี 2568-2569 บริษัทรักษาปริมาณสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนสำหรับแนวสูงในระดับที่เหมาะสมคือ 3,200-3,400 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมมีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่ม Real Demand

กลยุทธ์ที่ 2 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1

แสนสิริมุ่งขยายส่วนแบ่งการตลาดด้วยจุดแข็งในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ และบริการหลังการขาย ตลอดจนเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าในระยะยาว

ทุกโครงการมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแลจากบริษัท Plus Property และ LIV-24 ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ทำให้แสนสิริครองอันดับ 1 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และอันดับ 14 จาก 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

กลยุทธ์ที่ 3 ปั้น New S-Curve – เร่งขยายฐานรายได้ใหม่

บริษัทเร่งสร้างความหลากหลายของธุรกิจเพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว โดยเฉพาะ Crafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% (แตะระดับ 500 ล้านบาท)

พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี

กลยุทธ์ที่ 4 ขยายการร่วมทุน (Joint Venture)

แสนสิริเดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต

ด้วยแผนธุรกิจปี 2569 ที่ตั้งเป้ายอดเปิดโครงการใหม่ 51,000 ล้านบาท ยอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท พร้อม Backlog ที่แข็งแกร่ง แสนสิริแสดงให้เห็นว่าแม้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ผู้นำตลาดยังสามารถเติบโตได้

สิ่งที่แสนสิริกำลังทำ ป็นการวางรากฐานใหม่ สำหรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารทุกอุตสาหกรรมสามารถนำไปปรับใช้ได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ชนะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดและแม่นยำที่สุด

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก ข่าวประชาสัมพันธ์ แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานที่มั่นคง ย้ำเบอร์ 1 อสังหาฯ ผลงานยืนแกร่ง – ชู 4 กลยุทธ์เติบโตยั่งยืน วันที่ 20 มกราคม 2569