Type to search

‘Reading Retreat’ เทรนด์ที่คนยอมจ่ายหลักแสน เพื่อซื้อ “ความสงบ”

May 18, 2026 By Kim

ลองนึกภาพคืนวันศุกร์ในเมืองใหญ่ คุณปิดหน้าจอโทรศัพท์ตอนเกือบเที่ยงคืน หลังจากตอบข้อความสุดท้ายของวัน หลังจากนั้นหยิบหนังสือที่ดองไว้นานขึ้นมา ตั้งใจว่าจะอ่านสักเล่มก่อนนอนเพื่อพักสมอง แต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยการไถฟีดแบบไม่รู้ตัว วิดีโอสั้นคลิปแล้วคลิปเล่ากลืนเวลาไปเกือบชั่วโมง สุดท้ายหนังสือเล่มนั้นก็ถูกวางกลับลงที่เดิมโดยแทบไม่ได้อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว

เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆ คนคงเคยเจอประสบการณ์เช่นนี้ ผมอยากจะบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนถึงเรื่อง ‘ไม่มีเวลา’ เพียงอย่างเดียว แต่มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการรักษาสมาธิของคนเมือง ที่เริ่มลดลง

ท่ามกลางพฤติกรรมและความวุ่นวายในยุคดิจิทัลที่พวกเราต้องรับมือ มันมีเทรนด์หนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรคือ นั่นคือ ‘Reading Retreat’ หรือ การจัดทริปเพื่อไปอ่านหนังสือโดยเฉพาะ ซึ่งผู้คนยอมจ่ายเงินสูงถึงหลักหมื่นบาท เพียงเพื่อที่จะได้นั่งอ่านหนังสือร่วมกับคนแปลกหน้าในสถานที่ที่เงียบสงบ

วันนี้ Future Trends จะพาไปอัปเดตและทำความรู้จักเทรนด์นี้อย่างลึกซึ้งผ่านกรณีศึกษาในต่างประเทศ และวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจที่แบรนด์ไทยไม่ควรพลาด!

[ เมื่อการอ่านหนังสือเงียบๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็น ]

เมื่อก่อนกิจกรรมการอ่านหนังสือร่วมกัน เคยเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ผู้คนมักรวมกลุ่มทำร่วมกัน เพื่อประหยัดแสงไฟจากเทียนและเป็นการสร้างหัวข้อในการสนทนา แต่เมื่อมีไฟฟ้าและผู้คนสามารถอ่านออกเขียนได้มากยิ่งขึ้น การอ่านจึงกลายเป็นกิจกรรมของคนเดียว โดดเดี่ยวหัวใจ

อย่างไรก็ตาม เทรนด์การจัดทริปเพื่อไปอ่านหนังสือ (Reading Retreat) กำลังทำให้การอ่านกลับมาเป็นเรื่องของกลุ่มคนอีกครั้ง

🌍 กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากต่างประเทศ

1️⃣ Rest + Read เวลส์ สหราชอาณาจักร

เป็นกิจกรรมที่มีราคา 1,250 ปอนด์ หรือประมาณ 56,000 บาท เป็นการจัดทริปที่เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงที่ต้องการหนีจากภาระงานบ้านและการดูแลครอบครัว จัดในสถานที่บ้านพักริมทะเลที่แคว้นเวลส์

โดยมีกิจกรรมหลักคือการอ่านหนังสือท่ามกลางความเงียบสงบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนสปาหรู อย่าง ซาวน่า เวิร์กช็อปการจดบันทึก และอาหารสุขภาพ Bloomberg รายงานรีวิวจากหนึ่งในผู้เข้าร่วมว่า “มันเหมือนการบำบัดจากระบบปิตาธิปไตย ที่ไม่ต้องมีใครมาคอยถามว่า เย็นนี้กินอะไรดี?”

2️⃣ Page Break สหรัฐอเมริกา

ทริปนี้เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Millennials และ Gen Z ที่ยุ่งเกินกว่าจะเข้าชมรมหนังสือแบบเดิมๆ Page Break มักจัดในสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น กลางทะเลทรายใน Joshua Tree รัฐแคลิฟอร์เนีย

จุดเด่นคือการใช้ระบบ Lottery ในการจองที่พักเนื่องจากความต้องการสูงมาก กิจกรรมจะไม่ใช่การอ่านหนังสือเงียบๆ เพียงอย่างเดียว แต่มีการอ่านออกเสียงร่วมกัน ดื่มไวน์ และเล่นเกมเกี่ยวกับหนังสือ เพื่อสร้างมิตรภาพใหม่ๆ

3️⃣ Ladies Who Lit

มอบประสบการณ์การอ่านที่หรูหราขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจัดทริปบนเรือหรือแมนชั่นสุดหรูในยุโรป เช่น มายอร์ก้า บาร์เซโลนา หรือโมร็อกโก โดยมีราคาสูงถึง 7,456 ปอนด์ หรือประมาณ 300,000 บาทต่อคน

เหตุผลหลักที่ทำให้คนยอมจ่ายแพงไม่ใช่เพียงเพื่ออ่านหนังสือให้จบเล่ม แต่คือการซื้อพื้นที่และเวลาที่ปราศจากการรบกวนจากหน้าจอ ซึ่งในโลกปัจจุบัน การถอนตัวเองออกจากโลกดิจิทัล กลายเป็นเรื่องยากหากทำเพียงลำพัง

[ โอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย จากเทรนด์โลกสู่การปรับใช้ในแบรนด์ของคุณ ]

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีต้นทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการบริการที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เทรนด์การจัดทริปเพื่อไปอ่านหนังสือ จึงเป็นโอกาสทองที่แบรนด์ไทยสามารถนำไปต่อยอดได้ในหลายมิติ

1️⃣ อุตสาหกรรมโรงแรมและที่พัก (Boutique & Wellness Hotels)

นี่คือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด แบรนด์โรงแรมขนาดเล็กหรือบูติกโฮเต็ลในจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางของความสงบ เช่น เชียงใหม่ เขาใหญ่ หรือแม่ฮ่องสอน สามารถออกแบบแพ็กเกจ ‘Stay & Read’ ได้

โดยเน้นการจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่าน เช่น มุมอ่านหนังสือที่มีแสงธรรมชาติพอเหมาะ บริการ Afternoon Tea ที่คัดสรรมาเพื่อการอ่าน และที่สำคัญคือบริการ Lockbox สำหรับเก็บสมาร์ทโฟนเพื่อช่วยแขกในการทำ Digital Detox

2️⃣ อุตสาหกรรมสปาและสุขภาพ (Wellness & Spa)

เทรนด์นี้ชี้ให้เห็นว่าการโฟกัสกับวรรณกรรมให้ผลลัพธ์ที่ฟื้นฟูจิตใจได้พอๆ กับการนวดหน้าหรือการเข้าสปา แบรนด์สปาไทยสามารถเชื่อมโยงบริการเข้ากับการอ่าน เช่น การนวดที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและบ่าจากการก้มอ่านหนังสือนานๆ หรือการใช้กลิ่นบำบัด (Aromatherapy) ที่ช่วยเพิ่มสมาธิในการอ่าน

3️⃣ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Specialty Coffee & Tea)

คาเฟ่สามารถยกระดับจากสถานที่ถ่ายรูป มาเป็นพื้นที่สำหรับการอ่าน โดยการกำหนดช่วงเวลา Quiet Hours หรือจัดโซนพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือโดยเฉพาะ พร้อมเมนูเครื่องดื่มที่ช่วยให้สมองตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย

4️⃣ สำนักพิมพ์และร้านหนังสือ (Publishing & Bookstores)

แทนที่จะขายเพียงเล่มหนังสือ สำนักพิมพ์สามารถร่วมมือกับโรงแรมเพื่อจัดกิจกรรมการอ่านได้ โดยมีการคัดสรรหนังสือที่เหมาะกับบรรยากาศของสถานที่ หรือจัดกิจกรรมพูดคุยกับนักเขียนในบรรยากาศที่เป็นกันเองแบบกลุ่มเล็กๆ

[ สาเหตุที่แบรนด์ไทยถึงต้องจับเทรนด์นี้? ]

1️⃣ เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง: จากข้อมูลจะเห็นว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือผู้หญิงวัยทำงานและผู้บริหารที่เผชิญกับภาวะ Burnout และต้องการการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพจริงๆ

2️⃣ การสร้างความแตกต่างในตลาด: ในขณะที่การท่องเที่ยวส่วนใหญ่เน้นกิจกรรมที่หวือหวา เทรนด์นี้นำเสนอความเรียบง่าย ที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่ม Meaningful Travel หรือ การท่องเที่ยวเชิงค้นหาความหมาย

3️⃣ แก้ปัญหาผู้คนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ: ผู้คนไม่ได้อ่านหนังสือช้าลง แต่พวกเขาแค่เสียสมาธิง่ายขึ้น จากสิ่งรบกวนดิจิทัล หากแบรนด์สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ขจัดสิ่งเร้าเหล่านั้นได้ ลูกค้าจะเห็นคุณค่าของบริการนั้นอย่างมหาศาล

[ บทสรุป ]

Reading Retreat คือเทรนด์ที่โหยหาการเชื่อมต่อ ทั้งการเชื่อมต่อกับตัวเองผ่านตัวอักษร และการเชื่อมต่อกับสังคมในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่จริงใจ

สำหรับแบรนด์ไทย การจับเทรนด์นี้ไม่ใช่เพียงการขายห้องพักหรือสินค้า แต่คือการขายความสงบและสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกยุคใหม่โหยหามากที่สุด และพร้อมที่จะจ่ายในราคาที่สูงเพื่อให้ได้มาครอบครอง

เขียนและเรียบเรียงโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

Sources: Bloomberg – People Are Paying $1,000 to Read Among Strangers : https://www.bloomberg.com/news/features/2026-04-10/booktok-and-burnout-are-fueling-interest-in-1-000-reading-retreats?embedded-checkout=true

REST + READ : https://www.easeretreats.com/restandreadcoastal

PAGE BREAK : https://www.pagebreak.nyc/

Ladies Who Lit : https://www.ladieswholit.co.uk/