การมองหาโอกาสใหม่ๆ ในโลกธุรกิจวันนี้ ไม่ใช่แค่การตอบคำถามว่า “ผู้บริโภคอยากกินอะไร” แต่คือการมองลึกไปถึงว่า “พวกเขาอยากมีชีวิตแบบไหน” นี่คือหัวใจสำคัญของ Longevity Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เทรนด์ระดับโลกที่กำลังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมอาหารต้องสลัดภาพลักษณ์เดิมๆ ทิ้งไป
ในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 เวทีแสดงนวัตกรรมอาหารสุดล้ำของไทย มีแบรนด์หนึ่งที่โดดเด่นและน่าจับตามองอย่างยิ่ง นั่นคือ Minnamame (มินนะมาเมะ) แบรนด์ถั่วแระญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของ LACO (บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด) ที่สามารถถอดรหัสเทรนด์สุขภาพได้อย่างเฉียบคม จนสามารถเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้ผลิตเบื้องหลัง” (OEM) ก้าวสู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์แบรนด์” ที่ครองใจคนรุ่นใหม่ทั่วโลก
ถอดรหัส Longevity Economy เมื่อสุขภาพกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน
หากคุณคิดว่า Longevity หรือการดูแลตัวเองให้อายุยืน เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น คุณกำลังมองข้ามโอกาสทางธุรกิจมหาศาล เพราะในความเป็นจริง เทรนด์ Longevity Economy คือเมกะเทรนด์ที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ อยากแข็งแรงและดูดีตั้งแต่ยังหนุ่มสาว พฤกติกรรมนี้ทำให้อาหารสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเฉพาะ (Niche Market) อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน (Everyday Lifestyle)
Minnamame ถั่วแระญี่ปุ่นเกรดพรีเมียม จับอินไซต์นี้ได้อย่างแม่นยำ โดยหยิบวัตถุดิบพื้นบ้านที่มีคุณค่าโภชนาการสูงอยู่แล้ว ทั้งโปรตีน ไฟเบอร์ และปราศจากคอเลสเตอรอล มานำเสนอใหม่ แบรนด์ไม่ได้ขายแค่ถั่วแระ แต่กำลังขาย “ทางเลือก” ที่ช่วยให้ผู้บริโภคบรรลุเป้าหมายการมีสุขภาพดีในระยะยาว โดยไม่ต้องทิ้งเรื่องความอร่อย
ปรับพอร์ตโฟลิโอใหม่จาก Traditional OEM สู่ Global Food Company
เบื้องหลังการเติบโตอย่างยั่งยืนนี้ มาจากวิสัยทัศน์ของ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร LACO ที่ตัดสินใจปรับทิศทางองค์กรที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี จากการเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าเกษตรแช่แข็ง (Traditional OEM) สู่การเป็นบริษัทอาหารระดับโลก (Global Food Company) เต็มรูปแบบ
การขยับตัวครั้งนี้คือการสร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience) ที่เหนือกว่าเรื่องรสชาติ LACO ปรับพอร์ตโฟลิโอใหม่ หันมาปั้นแบรนด์สินค้าสำเร็จรูปของตัวเอง เพื่อสร้างอัตรากำไร (Margin) ที่สูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยสัดส่วนรายได้และเป้าหมายของบริษัทสรุปได้ดังนี้:
| ตลาดส่งออกหลัก | สัดส่วนรายได้ (%) | เป้าหมายทางธุรกิจ |
| สหรัฐอเมริกา | 38% | ปักหมุดไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ |
| ญี่ปุ่น | 34% | เจาะตลาดปราบเซียนมาตรฐานสูง |
| อื่นๆ และประเทศไทย | 28% | รุกตลาดสิงคโปร์และเอเชีย |
| รายได้รวมที่ตั้งเป้าไว้ | 2,300 ล้านบาท | เติบโต 5 เท่าภายใน 3-5 ปี |
สลัดภาพความจืดชืด ด้วยดีไซน์ “Green Pop of Happiness” และพิมฐา
อุปสรรคสำคัญของอาหารสุขภาพคือภาพจำที่ดูน่าเบื่อ มินนะมาเมะจึงทลายกำแพงนี้ด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Green Pop of Happiness” หรือ ป๊อปสุขในทุกเม็ด โดยจับมือกับ Yindee Design เปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง (Packaging) ให้มีชีวิตชีวา สีสันสดใส เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ แบรนด์ยังเลือก “พิมฐา” มาเป็น Friend of Minnamame ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหนือกว่าการจ้างพรีเซนเตอร์ทั่วไป เพราะพิมฐามีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ และมีดีเอ็นเอ (DNA) ที่เชื่อมโยงระหว่างเชียงใหม่ (แหล่งผลิตหลัก) กับญี่ปุ่น (ภาพลักษณ์ของสินค้า) ได้อย่างลงตัว ช่วยให้แบรนด์สื่อสารความเป็น Global Lifestyle Food ออกไปได้อย่างน่าเชื่อถือ
Agri-Tech & Ecosystem รากฐานที่แข็งแกร่งของความยั่งยืน
การจะเติบโตสู่เป้าหมาย 2,300 ล้านบาท หน้าบ้านที่สวยงามต้องมาพร้อมกับหลังบ้านที่แข็งแรง Minnamame ถั่วแระนวัตกรรม ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีผ่าน 2 เสาหลักสำคัญ:
- Smart Farming & Agri-Tech: ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและการผลิตอาหารที่แม่นยำ
- Social Sustainability: โอบอุ้มและทำงานร่วมกับเกษตรกรไทยกว่า 4,000 ครอบครัว บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ในภาคเหนือ การสร้างรายได้ที่มั่นคงและระบบการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ตอบโจทย์คุณค่าที่ผู้บริโภคยุค Longevity ให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ตลาดโลกอย่างยุโรปและสหรัฐฯ เข้มงวดมาก
บุก 3 ตลาดยุทธศาสตร์ ปักหมุดบนชั้นวางรีเทลระดับโลก
ปัจจุบัน ศักยภาพของมินนะมาเมะโลดแล่นอยู่บนชั้นวางสินค้าของรีเทลระดับโลกกว่า 22 ประเทศ ทั้งในเอเชีย อเมริกา และยุโรป ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven และ Donki ไปจนถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่อย่าง Trader Joe’s, Costco, Tesco และ Carrefour
การเลือกบุก 3 ตลาดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นการเลือกสนามที่ผู้บริโภคมีความพร้อมและตื่นตัวเรื่อง Longevity Economy สูงสุด ซึ่งการยอมรับในตลาดปราบเซียนที่มีมาตรฐานสูงอย่างญี่ปุ่น ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานการผลิตที่ยอดเยี่ยมของไทย
บทสรุป: จากช่องฟรีซสู่แบรนด์ระดับโลก ทางรอดของธุรกิจเกษตรและอาหารไทยในอนาคตคือการนำ Data, Design และ Innovation มายกระดับวัตถุดิบดั้งเดิมให้มีมูลค่าสูงขึ้น มินนะมาเมะคือกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมของการหยิบเทรนด์ Longevity Economy มาเปลี่ยนเป็นโอกาส พลิกโฉมจากถั่วแระแช่แข็งในตู้แช่ สู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่ผู้บริโภคภูมิใจที่ได้เลือกซื้อ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


