กรณีศึกษาของ Grab ในรายงานความยั่งยืนปี 2568 (ESG Report 2025) ภายใต้แนวคิด ‘Rising as One’ กำลังพิสูจน์ให้เราเห็นว่า การนำเทรนด์ลดคาร์บอนเป็นโมเดลธุรกิจ ‘Decarbonization as a Business Model’ มาใช้ส่งเสริมกลยุทธ์ธุรกิจ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ทั้งในเชิงรายได้ ความเท่าเทียมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
บทความนี้ Future Trends จะพาไปผู้อ่านทุกคนไปเจาะลึก แนวทางการปรับตัวของ Grab ที่เปลี่ยน เทรนด์ความยั่งยืน มาสู่โมเดลธุรกิจแห่งอนาคตได้อย่างไร?
[ เมื่อช่องว่างทางรายได้ปะทะวิกฤตสิ่งแวดล้อม ]
สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้านอย่างรุนแรง
ด้านหนึ่งคือ ช่องว่างทางรายได้และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ของกลุ่มแรงงานอิสระและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs) ที่ยังติดกับดักความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
อีกด้านหนึ่งคือ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่บีบให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอน
หากธุรกิจยังดำเนินตามรูปแบบเดิมโดยไม่ปรับตัว จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากกฎระเบียบด้านคาร์บอน และความเสี่ยงในการสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและนักลงทุน
[ ‘Rising as One’ ความยั่งยืนที่ฝังอยู่ในทุก Touchpoint ของ Grab ]
ทางด้าน Grab เลือกที่จะไม่มองการลดคาร์บอนเป็นภาระของธุรกิจ แต่มองให้เป็นโอกาสทางธุรกิจผ่านแนวคิด Rising as One ซึ่งเป็นการใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม
Grab วางความยั่งยืนไว้ในทุกจุดเชื่อมต่อของการบริการ ตั้งแต่การส่งอาหาร การเดินทาง ไปจนถึงการเงิน โดยเชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องมาจากความมั่นคงของผู้คนในระบบนิเวศทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการทำตามกฎ มาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม
[ กลยุทธ์อัดฉีดสินเชื่อ-EV-AI พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ]
การจะสร้างความยั่งยืนในระยะยาว Grab ได้วางโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1️⃣ การเข้าถึงเงินทุน
Grab อัดฉีดสินเชื่อรายย่อยให้กับคนขับและร้านค้าไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและขยายโอกาสทางอาชีพ
2️⃣ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
โครงการ Grab EV เป็นหัวใจสำคัญของการลดคาร์บอนใน Scope 1 และ 3 ปัจจุบันมีรถ EV ให้บริการแล้วกว่า 30,000 คัน ทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสู่การใช้ไฟฟ้าตามแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772,000 ตัน
3️⃣ เทคโนโลยีอัจฉริยะ
การนำ Merchant AI Assistant มาช่วยร้านค้าวิเคราะห์ข้อมูลและตอบแชทลูกค้า ช่วยเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อได้เฉลี่ยถึง 15% ซึ่ง AI ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงานได้อีกด้วย
[ พาร์ทเนอร์แกร่ง ธุรกิจโต รายได้สะพัด 5 แสนล้าน ]
ผลลัพธ์จากการปรับเทรนด์ความยั่งยืน ให้กลายมาเป็นโมเดลธุรกิจ สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีที่ผ่านมา Grab สามารถสร้างรายได้ให้พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าทั่วภูมิภาคได้สูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ 76% ของไรเดอร์ สามารถสร้างรายได้จากบริการที่มากกว่า 1 ประเภท เช่น ส่งอาหารพร้อมกับส่งพัสดุ ความยืดหยุ่นนี้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแรงงานในเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้พวกเขามีรายได้ที่สม่ำเสมอและมั่นคงขึ้นท่ามกลางความผันผวน
[ กลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม มากกว่าการลด คือการหมุนเวียนและชดเชย ]
Grab ดำเนินกลยุทธ์ Circular Economy และการจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่
1️⃣ การลดขยะพลาสติก
สามารถลดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้ถึง 10,142 ตัน ผ่านฟีเจอร์การเลือกไม่รับช้อนส้อมพลาสติกและการรีไซเคิล
2️⃣ Carbon Offset & Credits
Grab นำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการในโครงการ Green Programme ไปปลูกต้นไม้แล้วกว่า 210,000 ต้น
3️⃣ การลดการปล่อยก๊าซ
จากภาพรวมทั้งหมด Grab สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปได้กว่า 772,000 ตัน
ซึ่งการมีข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดที่ไร้ประสิทธิภาพและพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น
[ ความเท่าเทียมคือรากฐานของความเติบโต ]
ความยั่งยืนของ Grab ครอบคลุมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม แพลตฟอร์มนี้สร้างโอกาสให้กับคนขับที่เป็น ผู้หญิงและผู้พิการมากกว่า 189,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 40%
นอกจากนี้ Grab ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยพาร์ทเนอร์คนขับ 100% จะได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุ ตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ
การดูแลสวัสดิภาพของคนในระบบเช่นนี้เป็นการสร้างทุนทางสังคมที่ช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพและสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์ในระยะยาว
[ จาก Delivery App สู่ Decarbonization as a Business Model ]
บทสรุปจากกรณีศึกษาของ Grab คือการพิสูจน์ว่า Decarbonization ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องจ่ายทิ้ง แต่เป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกำไร การทำให้ชีวิตของคนในระบบนิเวศดีขึ้น ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยี สินเชื่อ และอาชีพที่ยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง
ในอนาคต ธุรกิจที่ไม่สามารถบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงานได้ จะเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากกฎระเบียบและแรงกดดันจากตลาด
แต่สำหรับองค์กรที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ อย่างกรณีศึกษา Grab จะสามารถเปลี่ยนคาร์บอน ให้เป็นสกุลเงินแห่งการแข่งขัน และเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
Sources: แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า 5 แสนล้านบาท ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค
Grant Thornton – Thinking beyond compliance: Decarbonisation as a business imperative : https://www.grantthornton.ie/insights/factsheets/decarbonisation-business-imperative/
SAP – What is decarbonization? : https://www.sap.com/resources/decarbonization


