“เมื่ออาหารส่วนเกิน ไม่ใช่ขยะอีกต่อไป” ศึกษาเทรนด์การลด Food Waste ผ่านกรณีศึกษา KFC Harvest

ในยุคปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง ‘ขยะอาหาร’ (Food Waste) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ของเหลือทิ้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
บทความนี้ Future Trends จะนำพาผู้อ่านไปสำรวจเทรนด์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 และเจาะลึกกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมกับโครงการ KFC Harvest “ไม่ทิ้ง ให้ใครต้องหิว” ที่เปลี่ยนนิยามของอาหารส่วนเกินให้กลายเป็นโอกาสของสังคม
[ สถานการณ์และจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการขยะอาหารในประเทศไทย ]
ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจถึงทางออก เราจำเป็นต้องตระหนักถึงขนาดของปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ จากรายงานวิจัยเชิงลึกจาก SDGs – Food Waste Crisis: Challenges in Sustainable Management เกี่ยวกับอนาคตของการจัดการขยะอาหารในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดไทย
พบข้อมูลว่าคนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตัวเลขนี้ส่งผลให้ประเทศไทยครองอันดับสองในภูมิภาคอาเซียนในแง่ของปริมาณขยะอาหารต่อหัว เป็นรองเพียงแค่ประเทศลาวเท่านั้น
ข้อมูลระบุว่ากว่า 40% ของขยะเหล่านี้ยังเป็นอาหารที่รับประทานได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียในระบบห่วงโซ่อุปทานที่ขาดประสิทธิภาพ หากเรามองภาพรวมในกรุงเทพมหานครเพียงเมืองเดียว จะพบว่าในปี 2018 มีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึง 3.91 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นขยะอาหารมากกว่า 52.96% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่าเรากำลังทิ้งทรัพยากรที่มีค่าไปอย่างมหาศาล ในขณะที่ยังมีประชากรอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงอาหาร
[ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ]
ปัญหาขยะอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของศีลธรรมหรือความเสียดาย แต่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงลิบลิ่ว ในบริบทของประเทศไทย มูลค่าของการกำจัดขยะอาหารผ่านกระบวนการฝังกลบและการขนส่งมีราคาสูงกว่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การสูญเสียนี้ยังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหารนั้นๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรน้ำจืดที่ต้องใช้ถึง 21% และพื้นที่เกษตรกรรมถึง 18% ของโลกเพื่อผลิตอาหารที่ท้ายที่สุดแล้วกลายเป็นขยะ
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ขยะอาหารที่ถูกนำไปฝังกลบคือระเบิดเวลาของภาวะโลกร้อน เมื่อขยะเหล่านี้ย่อยสลายในสภาวะที่ขาดออกซิเจน จะปล่อยก๊าซมีเทนออกมา ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการสร้างภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า โดยรวมแล้ว ขยะอาหารมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 8-10% ของการปล่อยทั้งหมดทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่การจัดการขยะอาหารไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
[ เทรนด์ 2026 จาก Zero Waste สู่กฎกติกา ESG ที่บังคับใช้จริง ]
อุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดหรือร้านอาหารบริการด่วน กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยโมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมอย่าง Linear Economy ที่เน้นการ “ผลิต-บริโภค-ทิ้ง” กำลังจะถูกแทนที่ด้วย ‘Circular Economy’ หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน แนวคิดใหม่นี้ให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสีย และสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน
รัฐบาลไทยเองก็ได้กำหนดโรดแมปการจัดการขยะอาหาร (2023-2030) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030
[ กฎระเบียบใหม่ เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นข้อบังคับ ]
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 คือการยกระดับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต) จะเริ่มบังคับใช้แผนโรดแมป ‘Climate-First’ ซึ่งกำหนดให้บริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่ม SET50 ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล IFRS S1 และ S2
กฎระเบียบใหม่นี้เปรียบเหมือนข้อบังคับที่เข้มงวด บริษัทจะต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใน Scope 1 และ 2 พร้อมทั้งต้องได้รับการรับรอง จากหน่วยงานภายนอก ความท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการร้านอาหารคือ ขยะอาหาร จะถูกนำมาคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ซึ่งจะเริ่มมีการบังคับใช้ในการรายงานลำดับถัดไป
สถานการณ์นี้บีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลขยะอาหารให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการกล่าวอ้างที่เกินจริง หรือ ‘Greenwashing’ และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกลงโทษทางปกครอง
ภายในปี 2030 มาตรฐานเหล่านี้จะขยายครอบคลุมไปถึงบริษัทในตลาด MAI และกองทุนต่างๆ ซึ่งหมายความว่าระบบนิเวศของตลาดทุนไทยทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง
[ กรณีศึกษา KFC Harvest กับโครงการต้นแบบ “ไม่ทิ้ง ให้ใครต้องหิว” ]
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่กล่าวมาข้างต้น เคเอฟซี ประเทศไทย ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการสร้างโมเดลการจัดการขยะอาหารที่ประสบความสำเร็จและจับต้องได้ ผ่านโครงการ KFC Harvest ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 6 ปี โครงการนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างมหาศาล
[ เพราะไก่ที่ไม่ได้ขาย มีคุณค่าเสมอ ]
หัวใจสำคัญของโครงการ KFC Harvest คือการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออาหารที่จำหน่ายไม่หมด แทนที่จะมองว่าเป็น ‘ขยะ’ เคเอฟซีได้นิยามสิ่งนี้ใหม่โดยเรียกว่า ‘ไก่น้อง’ หรืออาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยและมีคุณภาพ
ไก่น้องคือไก่ทอดที่เกินระยะเวลาจำหน่ายหน้าร้านตามมาตรฐานความสดใหม่ของแบรนด์ (Holding Time 90 นาที) แต่ยังคงมีคุณภาพดี ปลอดภัย และสามารถบริโภคได้
โครงการนี้ยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า อาหารทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าและไม่ควรถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดปริมาณขยะอาหารของประเทศ สร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียม และยกระดับมาตรฐานการจัดการอาหารส่วนเกิน
[ กระบวนการจัดการที่เป็นระบบ จากร้านสู่ชุมชน ]
ความสำเร็จของ KFC Harvest ไม่ได้เกิดขึ้นจากการบริจาคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการจัดการที่เข้มงวดและเป็นระบบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภคปลายทาง ขั้นตอนการดำเนินงานประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก
1️⃣ เก็บ
เริ่มต้นที่สาขา พนักงานจะทำการคัดแยกไก่ที่เลยเวลาจำหน่ายไปแล้ว แต่ยังมีคุณภาพดี
2️⃣ กรอก
กรอกข้อมูลของไก่น้องแต่ละถุงที่ถูกจัดเก็บ เพื่อให้ง่านต่อการจัดการในขั้นตอนต่อไป
3️⃣ แช่
นำไปจัดเก็บในตู้แช่แข็งตามมาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาคุณภาพอาหาร
4️⃣ แจ้ง
มูลนิธิ SOS Thailand ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านการกอบกู้อาหาร จะเข้ามารับอาหารเหล่านี้ที่สาขา โดยใช้รถที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพื่อคงความสดใหม่ระหว่างการขนส่ง
5️⃣ ส่ง
อาหารถูกส่งต่อไปยังเครือข่าย หรือครัวชุมชนในพื้นที่ต่างๆ
หลังจากนั้นในทุกๆ วันพฤหัสบดี จะมีกิจกรรมเพื่อปรุงอาหารใหม่ เมื่อไก่น้องถึงมือชุมชน เชฟอาสาและผู้นำชุมชนจะนำไก่น้องมาปรุงเป็นเมนูใหม่ที่ถูกสุขลักษณะ รสชาติอร่อย และพร้อมบริโภค ก่อนจะแจกจ่ายให้กับสมาชิกในชุมชน
จุดเด่นที่ทำให้โครงการนี้ยั่งยืนคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง ภาคเอกชน (เคเอฟซี) ภาคประชาสังคม (มูลนิธิ SOS Thailand) และภาครัฐ (กรุงเทพมหานคร)
[ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากการลงมือทำมามากกว่า 6 ปี ]
จากการดำเนินงานต่อเนื่องกว่า 6 ปี โครงการ KFC Harvest ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้จริงดังนี้
– อาหารส่วนเกินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดรวมกว่า 100,455 กิโลกรัม
– สามารถเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้เป็นมื้ออาหารไปแล้วมากกว่า 2 ล้านมื้อ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ SOS Thailand ได้มีการแปรรูปเป็นมื้ออาหารมากถึง 422,043 มื้อ
– ช่วยลดจำนวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 254,151 กิโลกรัม
– สาขา KFC ที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 174 สาขา
– จำนวนจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการกว่า 17 จังหวัด
[ มื้ออาหารแห่งความหวังและการเปลี่ยนแปลง ]
กรณีศึกษาของ KFC Harvest และเทรนด์การจัดการขยะอาหารในปี 2026 ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือสังคมสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้อย่างกลมกลืน ภายใต้แรงกดดันจากกฎระเบียบ ESG และมาตรฐาน IFRS ธุรกิจไทยจำต้องปรับตัว และการปรับตัวนี้ไม่ใช่ภาระ หากแต่เป็นการสร้างคุณค่า
โครงการนี้เปลี่ยนนิยามของส่วนเกิน ให้เป็นส่วนเติมเต็ม อาหารที่เคยถูกมองว่าจะต้องทิ้ง กลับกลายเป็นพลังงานชีวิตให้กับผู้คนนับล้าน ท้ายที่สุดแล้ว โครงการ KFC Harvest จึงเป็นมากกว่าการบริจาคไก่ทอด แต่เป็นการส่งต่อความหวัง และยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าจะ “ไม่ทิ้ง ให้ใครต้องหิว”
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
Sources: มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย ส่งความสุขท้ายปีผ่านโครงการ KFC Harvest ส่งต่อความอิ่ม ไม่ทิ้งให้ใครต้องหิว
SDGs – Food Waste Crisis: Challenges in Sustainable Management : https://sdgsnesdcgoth/en/food-waste-crisis-challenges-in-sustainable-management/
Unleashed – Global Food Processing Industry Trends for 2026 : https://wwwunleashedsoftwarecom/blog/food-processing-industry-trends/
The Nation – Food upcycling trend boosts restaurant profits by 4%, Thai market expected to hit 159 billion baht by 2035 : https://wwwnationthailandcom/news/general/40058052
UN – Case Study Bangkok (Thailand): Using Technologies to Reduce Food Waste : https://wwwuneporg/resources/case-study/case-study-bangkok-thailand-using-technologies-reduce-food-waste
PRD – Thailand Launches “Zero Food Waste” Campaign to Cut Waste 50% by 2030 : https://thailandprdgoth/en/content/category/detail/id/2078/iid/436566
Greenplaces – SEC “Climate‑First” ISSB Adoption Roadmap : https://greenplacescom/regulation/sec-climate-first-issb-adoption-roadmap/
xBRL – Thailand consults on ISSB-aligned sustainability disclosures : https://wwwxbrlorg/news/thailand-consults-on-issb-aligned-sustainability-disclosures/
Food Industry Executive – Five Trends to Watch in Food Manufacturing Strategy for 2026 : https://foodindustryexecutivecom/2025/12/five-trends-to-watch-in-food-manufacturing-strategy-for-2026/