“คิดอะไรได้ ก็ลงมือทำเลย!”
คือคำตอบที่ผมได้รับจาก ดร.แสงสุข พิทยานุกุล นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ชั้นนำของไทย เจ้าของสมูทอี (Smooth E) และเดนทิสเต้ (Dentiste’) เมื่อถามว่า “Mindset อะไรที่จะนำพาผู้ประกอบการไทยเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน?”
ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อนใหญ่โต โมเดลแห่งความสำเร็จในปัจจุบันคือการ ‘คิดแล้วทำเลย’ โดยเริ่มต้นจากการลงมือทำอะไรเล็กๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ Design Thinking ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากทำธุรกิจน้ำดื่มในช่วงที่น้ำดื่มขาดแคลน สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การคิดไปเอง แต่คือการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้บริโภคจริงๆ สัก 200 คน เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งว่าพวกเขาเลือกซื้อน้ำดื่มอย่างไร ซื้อที่ไหน และต้องการอะไร
“พอเข้าใจปัญหา ก็นำปัญหามาออกแบบและสร้างโปรโตไทป์ขายเลย” ดร.แสงสุข เน้นย้ำว่าการลงทุนในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล แค่ทดลองทำเล็กๆ แล้วลองขายดูก่อนก็สามารถทำได้แล้ว
ปัญหาคลาสสิกของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คือการเอาแต่บอกว่า ‘ยังไม่พร้อม’ จะผ่านไปนานแค่ไหนก็อ้างว่ายังไม่พร้อมเหมือนเดิม และสุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำสักที ในมุมมองของ ดร.แสงสุข “การที่คุณไม่ได้ทำเนี่ยนะ ต้นทุนแพงกว่าทำแล้วเจ๊ง”
ดังนั้น ถ้าคิดได้แล้ว จงทำทันที อย่ามัวแต่หาข้ออ้าง เพราะการเสียโอกาสคือต้นทุนที่แพงกว่าเสมอ
คำถามต่อมา “เทรนด์มีส่วนช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้หรือไม่? และธุรกิจที่ไม่ยอมจับเทรนด์จะสามารถไปรอดได้หรือเปล่า?”
“ผมเคยเชื่อว่าผมไม่ต้องเกาะเทรนด์…แต่การเกาะเทรนด์นี่ดีกว่าเยอะเลย มันเหมือนน้ำขึ้นน่ะ น้ำขึ้นไม่ต้องพายเรือไม่เปลืองแรง”
ดร.แสงสุข เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การทำธุรกิจตามเทรนด์คือการดูว่าตอนนี้ผู้บริโภคกำลังสนใจอะไร แล้วเราก็กระโดดเข้าไปเกาะกระแสนั้น แต่คุณห้ามเกาะเฉยๆ หัวใจสำคัญของการใช้เทรนด์ในธุรกิจคือ “คุณต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น” ยิ่งในปัจจุบันเทรนด์เป็นสิ่งที่เขาถึงได้ง่าย คุณยิ่งต้องตั้งใจ
เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ดร.แสงสุข ได้แชร์ประสบการณ์ตรงในอดีตที่ครั้งหนึ่งตนเองก็เคยปฏิเสธเทรนด์เช่นกัน
‘เทรนด์สกินแคร์แบบซอง’ ดร.แสงสุข เคยมองข้ามและตั้งใจว่าตัวเองจะไม่ทำขาย แต่ปรากฏว่าตลาดสกินแคร์แบบซองกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 60 ล้านบาท พุ่งทะยานสู่ 6,000 ล้านบาท
ในจังหวะที่ ดร.แสงสุข ตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้เพียงไม่นาน ก็สามารถกวาดรายได้ประมาณ 100-200 ล้านแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าคุณใช้ประโยชน์จากเทรนด์ได้ถึงแม้จะลงไปช้ากว่าคนอื่น เพียงแต่มีกฎข้อเดียวนั่นก็คือ ‘คุณต้องทำให้ดีกว่า’
อีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในยุคนี้คือ การขายของออนไลน์ ดร.แสงสุข ตั้งคำถามกลับว่า “ตอนนี้คุณไม่ขายของออนไลน์คุณอยู่ได้เหรอ…อยู่ไม่ได้”
ดังนั้น กฎเหล็กของการอยู่รอดในสมรภูมิธุรกิจคือ มองเทรนด์ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ก็พยายามทำตาม แต่ต้องทำให้ดีกว่าและทำให้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดให้ได้
ปิดท้ายด้วยคำแนะนำจาก ดร.แสงสุข “หากให้แนะนำเทรนด์ธุรกิจสำหรับปีนี้ได้เพียง 1 เทรนด์ อยากจะแนะนำเทรนด์อะไรให้กับเหล่าผู้ประกอบการ?”
ดร.แสงสุข บอกว่า เทรนด์นั้นมีเยอะมากๆ จะหยิบอะไรมาใช้ก็ดีไปหมด แต่มันจะมีอยู่เทรนด์หนึ่งที่ส่วนตัวรู้สึกว่า “แม้แต่ปิดตาทำยังรวยได้เลย”
เทรนด์นั้นก็คือ ‘อาหารเพื่อสุขภาพ’
“โคตรรวย การันตี ทุกคนเกาะกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ” ดร.แสงสุข ยืนยันหนักแน่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขสำคัญเพียงข้อเดียวที่จะทำให้คุณกอบโกยรายได้จากเทรนด์นี้ได้อย่างยั่งยืนและเอาชนะใจผู้บริโภคได้ นั่นก็คือ อาหารเพื่อสุขภาพของคุณจะต้อง
“เป็นอาหารสุขภาพที่เห็นผลจริง พิสูจน์ได้ และต้องกล้าการันตี”
อย่างไรก็ตามในปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่มีต้นทุนหนาที่สุด หรือคนที่มีความพร้อมมากที่สุด แต่คือคนที่เลิกรอความพร้อม กล้าที่จะคิดแล้วลงมือทำทันที และฉลาดพอที่จะเอาตัวเองไปเกาะอยู่กับกระแสเทรนด์แห่งอนาคต เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ยอดเยี่ยมและแตกต่างกว่าใคร
ข้อมูลจากการ Exclusive Interview ดร.แสงสุข พิทยานุกุล นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ชั้นนำของไทย เจ้าของสมูทอี (Smooth E) และเดนทิสเต้ (Dentiste’) จากงานแถลงข่าวเปิดตัว ‘สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย’ Thailand Entrepreneur Marketing Association – TEMA
สัมภาษณ์และเขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


