Type to search

Trends-Maxxing Ep.6/10 – Everyday Premium เปลี่ยนของกินของใช้ทั่วไป ให้โตพุ่งร้อยล้าน ถอดสูตร 8 แบรนด์ไทย

September 11, 2026 By Thanapon Hussakornrus
ผลิตภัณฑ์ Everyday Premium สไตล์ Accessible Luxury วางเคียงคู่กับขนมหวานและเครื่องประดับ สะท้อนพฤติกรรม Intentional Spending ของผู้บริโภคยุคใหม่

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกคนเข้าสู่ตอนที่ 6 ของ ‘Trends-Maxxing’ ซีรีส์บทความ 10 ตอนที่ว่าด้วยการรีดศักยภาพของเทรนด์ออกมาใช้ให้ถึงขีดสุด เราจะแกะให้เห็นแรงขับที่ซ่อนอยู่ใต้คลื่นเทรนด์แต่ละลูก แล้วแปลงมันเป็นกลยุทธ์ที่คุณสามารถหยิบไปพัฒนาต่อให้ธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในยุคที่ใครๆ ต่างบ่นว่า “ข้าวของแพง เศรษฐกิจซบเซา” แต่ชาชีสแก้วละร้อยกลับมีคนยืนต่อแถวยาวเหยียด? ทำไมกระเป๋าราคาหลักพันถึงเปิดจองแล้ว Sold Out ในไม่กี่วินาที? หรือทำไมมาสคอตหมีตัวหนึ่งถึงสร้างยอดขายพุ่งสู้ 500 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว?

ความจริงคือ ผู้บริโภคไม่ได้เลิกใช้เงิน แต่พวกเขาเลือกใช้เงินอย่างตั้งใจและมีเป้าหมายมากขึ้น (Intentional Spending & Smart Spending)

ภาวะเงินเฟ้อสะสมและค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้การบริโภคหยุดชะงัก แต่กำลังแบ่งตลาดออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนเรียกว่า Bi-Polarization of Consumption:

  • ขั้วแรก (Flight to Affordability): มองหาสินค้าราคาถูกที่สุดในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน
  • ขั้วที่สอง (Flight to Value & Premiumisation): ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างเต็มใจสำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีการยกระดับคุณค่า สุนทรียภาพ หรือประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ

ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การเติบโตของเทรนด์ Everyday Premium หรือการเปลี่ยนของกินของใช้ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความสุขเล็กๆ (Small Indulgences) ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่าย (Accessible Luxury) โดยรายงานจาก Bain & Company และ McKinsey ชี้ว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้น 20% – 100% เมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป หากสินค้านั้นตอบโจทย์คุณค่าทางอารมณ์และสุนทรียภาพได้อย่างตรงจุด

สรุป 8 แบรนด์ไทยที่จับทางเทรนด์ Everyday Premium ได้อย่างยอดเยี่ยม

แบรนด์สินค้าในชีวิตประจำวันจุดยกระดับ Everyday Premiumผลลัพธ์เชิงตัวเลข (Performance Highlights)
Butterbearเบเกอรี่และเครื่องดื่มCharacter-Led Marketing ปั้น “น้องหมีเนย” เป็นไอคอนฮีลใจรายได้พุ่งจาก 7 ล้านบาท สู่ 544 ล้านบาท (กำไร 212 ล้านบาท) ในปี 2567
Rally Movementกระเป๋าผ้า Tote Bagเปลี่ยนกระเป๋าผ้าใช้งานทั่วไปให้เป็น Accessible Luxury + Drop Marketingรายได้ปี 2566 จาก 16 ล้านบาท พุ่งสู่ 737 ล้านบาท (กำไร 290 ล้านบาท) ในปี 2568
JOURNALน้ำหอมและบอดี้ออยล์นำสมุนไพรไทยสกัดด้วยน้ำมันมะพร้าว ชู ‘Scent with Story’รายได้ปี 2568 โตสูงถึง 519 ล้านบาท (กำไร 39 ล้านบาท)
Nose Teaชาผลไม้และชานมท็อปครีมชีสเข้มข้น สร้างประสบการณ์สุนทรียภาพแก้วละร้อยรายได้ปี 2565 จาก 2.2 ล้านบาท พุ่งสู่ 529 ล้านบาท (กำไร 26 ล้านบาท) ในปี 2568
Guss Damn Goodไอศกรีมวางตำแหน่งเป็น “Damn Good Feeling Provider” เล่าเรื่องผ่านรสชาติสร้างรายได้รวม 114 ล้านบาท ในปี 2568
Holiday Pastryคาเฟ่และเบเกอรี่ยกระดับกาแฟและขนมให้เป็นสถานที่พักผ่อนสไตล์ All-Day Diningสร้างรายได้สูงถึง 70 ล้านบาท ในปี 2568
SOURIขนมมาการองยกระดับมาการองสไตล์ Fatcaron บรรจุกล่องหรูหราเหมือนเครื่องประดับรายได้ปี 2568 แตะ 300 ล้านบาท (กำไร 21 ล้านบาท)
RAVIPAเครื่องประดับมูเตลูModern Sacred Design เปลี่ยนวัตถุมงคลเป็นเครื่องประดับมินิมอลรายได้ปี 2567 แตะ 300 ล้านบาท (กำไร 58 ล้านบาท)

4 กลไกการสร้างมูลค่าทางธุรกิจของ Everyday Premium

  1. การเติบโตของรายได้รวม (Top-Line Growth): ช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) ผ่านการนำเสนอสินค้า Better-for-me ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายพรีเมียมโดยไม่ไวต่อราคา
  2. การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin Expansion): การยกระดับบรรจุภัณฑ์ การเล่าเรื่อง และสุนทรียภาพ เพิ่มต้นทุนเพียงเล็กน้อย แต่ตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ช่วยดันอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 200–300 bps
  3. อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power): เนื่องจากกระบวนการตัดสินใจซื้อถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางอารมณ์ แบรนด์จึงส่งผ่านต้นทุนผันผวนไปยังผู้บริโภคได้โดยไม่กระทบยอดขาย
  4. การเพิ่ม LTV และลด CAC: อัตลักษณ์ที่ชัดเจนสร้างความผูกพันทางอารมณ์ นำไปสู่การซื้อซ้ำและการเกิดกระแสบอกต่อบนโซเชียลมีเดียโดยไม่ต้องพึ่งพางบโฆษณาจำนวนมาก

4 กุญแจสำคัญสู่การลงมือปฏิบัติสำหรับผู้บริหาร (How-To)

[1. ยกระดับฟังก์ชันธรรมดาด้วย Emotional Value]
       │
       ▼
[2. สร้าง Brand Persona & Character ให้เด่นชัด]
       │
       ▼
[3. ใช้กลยุทธ์ Collaboration & Scarcity Marketing]
       │
       ▼
[4. ตั้งราคาตามคุณค่าที่รับรู้ (Value-Based Pricing)]
  • ยกระดับสินค้าธรรมดาด้วยอารมณ์และสุนทรียภาพ: เปลี่ยนสินค้าใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็น “ความสุขเล็กๆ” ที่มอบความรู้สึกฟิน เยียวยาจิตใจ หรือสะท้อนตัวตนของผู้ใช้
  • ปั้นอัตลักษณ์หรือคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน: สร้าง Emotional Connection ที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “คุ้มค่าที่จะจ่าย”
  • จับมือพันธมิตรและสร้างความร่วมมือ (Collaboration): ออกสินค้าพิเศษร่วมกับแบรนด์อื่นเพื่อสร้างกระแสไวรัลและขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยต้นทุนการตลาดต่ำ
  • กำหนดราคาตามคุณค่าที่รับรู้ (Value-Based Pricing): หลีกเลี่ยงการตั้งราคาแบบ Cost-Plus แต่ตั้งตามมูลค่าความสุขทางใจที่มอบให้ เพื่อสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งสำหรับนำไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ

สรุป

เทรนด์ Everyday Premium ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคยุคใหม่ ในภาวะที่ตลาดแบ่งออกเป็นสองขั้ว ชัยชนะของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การตัดราคาลงไปแข่งในสงครามราคา แต่คือการกล้าเปลี่ยนสินค้าธรรมดาในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน

เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์