Type to search

เจาะ 3 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 ผ่านไวรัลกองสินค้า ‘โคเรียดอง’ โกยรายได้ 160 ล้าน

June 17, 2026 By Thanapon Hussakornrus
การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์การตลาดผ่านกรณีศึกษาคลิปไวรัลของแบรนด์โคเรียดอง

เจาะ 3 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 ผ่านกองสินค้า ‘โคเรียดอง’ โตพุ่ง 29% โกยรายได้ 160 ล้าน ถอดสูตรแย่งชิงความสนใจที่แบรนด์ยุคนี้ห้ามมองข้าม

หากคุณเลื่อนฟีดโซเชียลมีเดียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา น่าจะสะดุดตากับคลิปวิดีโอของครอบครัวหนึ่งที่กำลังนั่งล้อมวงกินข้าว โดยมีกล่องบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ซีฟู้ดดองชื่อดังอย่าง ‘โคเรียดอง’ กองเรียงรายสูงท่วมหัวจนดูคล้ายกำแพงเมืองจีน ขณะที่สมาชิกในครอบครัวต่างนั่งนิ่งด้วยสีหน้าว่างเปล่าและไร้อารมณ์ ราวกับกำลังคิดทบทวนชีวิตอยู่ตรงหน้า

เบื้องหลังคลิปไวรัลสุดแปลกตาชิ้นนี้คือไอเดียสร้างสรรค์ของคุณพีเจ (PEEJAYPHAT) ที่หยิบยกเอาความเรียบง่ายรอบตัวมาเขย่ารวมกับความลึักล้ำทางจิตวิทยา จนทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์ต้องชะงักสายตาและหยุดดูด้วยความฉงน การดีไซน์คอนเทนต์ส่งเสริมการขายในครั้งนี้ กลายเป็นกระแส Talk of the Town อย่างรวดเร็ว

ทว่าในมุมมองของนักกลยุทธ์ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ายอดการเข้าชมหรือยอดแชร์ คือปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 ที่แบรนด์จำเป็นต้องถอดรหัสให้ขาด หากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในสมรภูมิยุคถัดไป

เบื้องหลังภาพสินค้ากองโต กับจิตวิทยาที่ทำให้คนหยุดมอง

ภาพสินค้าที่ถูกนำมากองเรียงรายจนล้นทะลักพูนโต๊ะในคลิปวิดีโอ ไม่ใช่เพียงแค่ลูกเล่นฉาบฉวยเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่หากวิเคราะห์ตามหลัก Visual Merchandising มันคือเทคนิคขั้นสูงที่มีรากฐานมาจากหลักจิตวิทยาการจัดแสดงสินค้า ซึ่งวงการค้าปลีกระดับโลกใช้ดึงดูดสายตาผู้ซื้อภายในเวลาไม่กี่วินาที

แนวคิดหลักของกลยุทธ์นี้เรียกว่า “การจัดกองสินค้าปริมาณมาก” (Pile it high and kiss it goodbye) จากงานวิจัยเรื่อง Developing a Roadside Farm Market ของ Penn State University Extension ระบุว่า การอัดแน่นของปริมาณสินค้าจะช่วยสร้างภาพจำเชิงบวกเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์และความนิยมในท้องตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภครับรู้และตีความไปเองโดยอัตโนมัติว่า สินค้าเหล่านั้นมีมูลค่าสูง สดใหม่ และกำลังเป็นที่ต้องการอย่างล้นหลาม

ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลจากรายงานของ Harvard Business School ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า ภาวะสินค้าชิ้นสุดท้ายพร่องไป (Last-item Deficit) ซึ่งผู้บริโภคมักจะหลีกเลี่ยงสินค้าที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวบนชั้นวาง เนื่องจากสมองส่วนลึกตีความว่าสินค้าชิ้นสุดท้ายนั้นอาจมีตำหนิ เป็นของเหลือเลือก หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ การนำเอาผลิตภัณฑ์มากองรวมกันเป็นจำนวนมากจึงเป็นจิตวิทยาแก้ปัญหานี้ได้อย่างทรงพลัง

สมรภูมิความหนาแน่นเชิงภาพในยุค Attention Economy

เทคนิคนี้ทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพเป็นพิเศษบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok เพราะมันสอดรับกับกฎเหล็กของ เศรษฐศาสตร์แห่งความสนใจ (Attention Economy) ข้อมูลจากสำนักข่าว CNN ระบุอินไซต์ที่น่ากลัวว่า ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้คนสามารถโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนหน้าจอลดลงจาก 2.5 นาทีในปี 2004 เหลือเพียงไม่ถึง 1 นาทีในปัจจุบัน แบรนด์จึงมีเวลาตัดสินใจเพียงแค่ “เสี้ยววินาที” เท่านั้นในการหยุดนิ้วล็อกของผู้ใช้งาน

บทความวิจัยเรื่อง Measuring visual clutter โดย Ruth Rosenholtz ที่ศึกษาเกี่ยวกับการวัดความหนาแน่นเชิงภาพ พบว่า ฉากที่มีวัตถุจำนวนมากและถูกจัดวางอย่างจงใจ จะทำหน้าที่เป็น จุดยึดสายตา (Visual Anchor) เมื่อสมองมนุษย์พบภาพที่มีรายละเอียดหนาแน่นเกินกว่าจะประมวลผลได้ในทันที กลไกทางระบบประสาทจะสั่งการให้ผู้ชมชะลอความเร็วในการเลื่อนฟีดเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

สอดคล้องกับผลการวิจัยทางประสาทวิทยาในวารสาร Frontiers in Neuroscience และงานวิจัย Dense is not green ที่ระบุว่า สมองจะเชื่อมโยงภาพที่มีองค์ประกอบหนาแน่นเข้ากับความเต็มเปี่ยม ความคุ้มค่า และปริมาณที่มากกว่าเดิม แม้ในความเป็นจริงปริมาณของตัวสินค้าจะยังคงเท่าเดิมก็ตาม

การสร้างคำถามในใจผู้ชม กลยุทธ์ที่ทรงพลังกว่าการขายตรง

หากมองเพียงผิวเผิน คอนเทนต์ของคุณพีเจอาจดูเหมือนวิดีโอตลกทั่วไปที่อาศัยความแปลกแหวกแนวเพื่อเรียกยอดปฏิสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ทำให้เนื้อหาชิ้นนี้จับใจผู้คนได้อยู่หมัด คือความขัดแย้งเชิงบริบท (Contextual Contrast) ระหว่าง “ภาพสินค้าล้นทะลัก” กับ “อารมณ์บูดบึ้งของคนในคลิป”

โดยธรรมชาติ สมองของเราจะเชื่อมโยงภาพสินค้าจานอาหารที่เต็มเปี่ยมเข้ากับความยินดี ความสุข และความสำเร็จ แต่ครีเอเตอร์กลับเลือกที่จะนำเสนอภาพสมาชิกในครอบครัวนั่งนิ่งเฉย สีหน้าว่างเปล่าและดูเหนื่อยล้า ความไม่เข้ากันอย่างสิ้นเชิงของสององค์ประกอบนี้คือจุดระเบิดทางจิตวิทยา

แนวคิดนี้อธิบายได้ด้วย ทฤษฎีความไม่สอดคล้องทางความคิด (Schema Incongruity Theory) ของ George Mandler มนุษย์ทุกคนจะมีกรอบความคาดหวังต่อสิ่งต่างๆ อยู่ในสมองเสมอ เมื่อเราชมโฆษณา เราคาดหวังจะเห็นรอยยิ้มพิมพ์ใจและการอวยสรรพคุณ หากโฆษณามาตามสูตรดั้งเดิม สมองจะประมวลผลน้อยมากและเลือกที่จะเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แต่หากคอนเทนต์นั้นสร้าง ความไม่สอดคล้องระดับพอดี (Moderate Incongruity) ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางที่ผู้ชมรู้สึกเอะใจ สงสัย แต่ยังพอเข้าใจบริบท สมองจะรีบตั้งคำถามโดยอัตโนมัติทันทีว่า “เกิดอะไรขึ้นในคลิปนี้?” ส่งผลให้ผู้ใช้ใช้เวลาอยู่กับวิดีโอนานขึ้นเพื่อแกะรอยหาคำตอบ

งานวิจัยของ Halkias และ Kokkinaki ยืนยันว่า คอนเทนต์ที่กระตุ้นความสงสัยในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ชมจดจำสัญลักษณ์และชื่อแบรนด์ได้อย่างแม่นยำลึกซึ้งกว่าการสื่อสารแบบยัดเยียดขายตรง (Hard Sale) เพราะสมองได้มีส่วนร่วมในการแก้ปริศนาด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ คอนเทนต์นี้ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงผ่าน อารมณ์ขันเชิงประชดประชัน (Ironic Humor) ตามแนวคิดในเอกสารวิชาการ ‘Ad Bites: Towards A Theory of Ironic Advertising’ แทนที่จะป่าวประกาศว่าสินค้าขายดี แบรนด์กลับเลือกเล่าเรื่องในมุมกลับด้วยการล้อเลียนตัวเอง ผลลัพธ์คือผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกปิดการขาย แต่รู้สึกเหมือนกำลังสนุกไปกับมุกตลกประชดชีวิตที่พวกเขาอยากส่งต่อให้เพื่อนดู

กองสินค้าโคเรียดอง กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับผู้บริโภคปี 2026

หากมองลึกลงไป คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังสะท้อนภาพกว้างของพฤติกรรมและความรู้สึกในใจลึกๆ ของกลุ่มเป้าหมาย สถาบันวิจัยระดับโลกต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 จะเป็นยุคที่ผู้คนปฏิเสธแบรนด์ที่สร้างภาพสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) แต่จะหันไปโหยหาแบรนด์ที่กล้าแสดงความเป็นมนุษย์และเข้าใจสัจธรรมชีวิต ผ่าน 3 เมกะเทรนด์สำคัญ:

1. ความจริงใจแบบไม่ปรุงแต่ง (Fiercely Unfiltered)

รายงาน Top Global Consumer Trends 2026 ของ Euromonitor International ระบุว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและค่าครองชีพที่สูงลิ่ว คนรุ่นใหม่เริ่มเหนื่อยล้ากับภาพโฆษณาที่สวยหรูเกินจริง และหันมาเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่กล้าเผยด้านที่ไม่สมบูรณ์ การนั่งหมดพลังท่ามกลางกองสินค้าจึงดูเข้าถึงง่าย จริงใจ และจับใจผู้บริโภคได้มากกว่าภาพการจัดฉาก

2. พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ (Comfort Zone)

ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกถึง 58% กำลังเผชิญความเครียดและแรงกดดันในชีวิตประจำวันระดับปานกลางถึงขีดสุด พวกเขาจึงมองหาคอนเทนต์ที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ มากกว่าคอนเทนต์ที่บีบคั้นให้ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา อารมณ์ขันแบบหน้าตายชวนอมยิ้มจึงทำหน้าที่เป็นเสมือน “พื้นที่พักใจชั่วคราว” ที่ทำให้แบรนด์สร้างความผูกพัน (Emotional Bond) ได้อย่างลึกซึ้ง

3. การต่อต้านกระแสบริโภคนิยม (De-influencing)

เอกสารวิชาการจาก Association of Marketing Theory and Practice Proceedings 2026 เผยว่า ผู้บริโภคยุคใหม่เกิดภาวะระแวดระวังต่อคำรีวิวที่อวยจนไร้ที่ติ และเปิดรับคอนเทนต์ที่มี ความจริงใจระดับพอดี (Moderate Positivity) คลิปโคเรียดองนี้เล่นกับความย้อนแย้งได้อย่างชาญฉลาด การประชดประชันนี้ทำให้แบรนด์ดูเหมือนเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งขำไปพร้อมกับเรา แทนที่จะเป็นนายทุนจ้องหน้าเงินคอยจะขายของเพียงอย่างเดียว

บทสรุป: เมื่อความจริงใจคือความได้เปรียบทางการแข่งขัน

กลยุทธ์การตลาดที่ดูเหมือนทำเน้นความสนุกสนานและไร้กระบวนท่านี้ แท้จริงแล้วคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พากลุ่มสินค้าอาหารทะเลดองอย่าง ‘โคเรียดอง’ ภายใต้การบริหารของ บริษัท แฮปปี้ ฟู้ด อินเตอร์คิทเช่น จำกัด ทะยานสู่ความสำเร็จอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนล่าสุดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า แบรนด์สามารถโกยรายได้รวมไปได้สูงถึง 160,478,160 บาท (เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 29%) และสร้างกำไรสุทธิขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 44%

เมื่อมองย้อนกลับไปยังคลิปไวรัลดังกล่าว จะพบว่านี่คือบทเรียนราคาแพงของวิวัฒนาการตลาดยุคใหม่ การกองสินค้าปริมาณมากเพื่อหยุดสายตาผู้คน ผสานเข้ากับอารมณ์ขันเชิงประชดประชัน ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จการสื่อสารที่ทรงพลังในยุคที่ผู้บริโภคถูกโฆษณาตามหลอกหลอนตลอด 24 ชั่วโมง

แบรนด์ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนนับจากนี้ อาจไม่ใช่แบรนด์ที่ส่งเสียงตะโกนดังที่สุด หรือควักงบโฆษณาเพื่อสร้างภาพลักษณ์หรูหราที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจและกล้าปรับตัวตาม เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 แบรนด์ที่กล้าพูดภาษาเดียวกับผู้บริโภค ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ และพร้อมยืนเคียงข้างพวกเขาในวันที่ชีวิตไม่ได้สวยงามเสมอไป เพราะในยุคที่ความจริงใจกลายเป็นสิ่งหายาก การเผย “มุมมองที่เป็นมนุษย์” อาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของการตลาดยุคใหม่

เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์