Type to search

หมดยุค สั่ง-รับ-ไป! CHAGEE ขอใช้เทรนด์ Third Place สร้างร้านที่ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้

February 04, 2026 By Kim

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มถูกขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยสำคัญคือ ความสะดวก และ ความเร็ว นั่นเป็นเหตุที่โมเดล Grab & Go กลายเป็นมาตรฐานที่ทุกแบรนด์ต้องทำให้ได้

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 สัญญาณจากพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มชัดเจนว่า ผู้คนไม่ได้มองหาร้านที่แค่ซื้อแล้วไป แต่กำลังมองหาพื้นที่ที่สามารถหยุดพัก ใช้เวลา และเชื่อมต่อกับตัวเองได้อีกครั้ง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แนวคิด “Third Place” กลับมาเป็นเทรนด์สำคัญในสมการธุรกิจ F&B อย่างจริงจัง และการขยับตัวของแบรนด์ชาระดับโลกอย่าง CHAGEE ในประเทศไทย คือหนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างนี้ได้ชัดที่สุด

[ วิกฤตการณ์ความเหงาและจุดจบของยุค Grab & Go ]

การเปลี่ยนแปลงของโมเดล Grab & Go ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากย้อนไปในช่วงการระบาดของ COVID-19 ต่อเนื่องถึงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2022 ความสะดวกและการสั่งกลับบ้านคือคำตอบของทั้งสุขอนามัยและการประหยัดค่าใช้จ่าย โมเดลที่ลดการปะทะ ลดเวลา และลดต้นทุน เติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับบริบทของโลกในขณะนั้น

แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สิ่งที่ตามมากลับไม่ใช่การกลับสู่ภาวะปกติ หากคือภาวะที่ความสะดวกถูกทำให้มากเกินไป ในวันที่ทุกแบรนด์ส่งของได้เร็วพอๆ กันผ่านแอปเดียวกัน ความสะดวกจึงลดสถานะลงเหลือเพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่ใครก็ต้องมี แต่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบได้อีกต่อไป

ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ค่อยๆ ปรากฏชัดคือความโหยหาการเชื่อมต่อของผู้บริโภค โลกหลังโรคระบาดทิ้งร่องรอยของภาวะถดถอยด้านความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น และรับรู้ว่าความโดดเดี่ยวนั้นกระทบต่อสุขภาพจิตโดยตรง โมเดลธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อลดปฏิสัมพันธ์ให้เหลือน้อยที่สุด กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เมื่อประสบการณ์ซื้อขายถูกย่อให้เหลือเพียงการกดสั่ง รับของ แล้วแยกย้าย ความเป็นมนุษย์ค่อยๆ หายไปจากสมการ

ผู้บริโภคยุคปัจจุบันจึงไม่ได้มองหาความถูกหรือความเร็วเป็นอันดับแรกอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นผู้แสวงหาคุณค่าที่พร้อมแลกความสะดวกบางส่วนกับประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่า ยิ่งต้นทุนการใช้ชีวิตและการกินนอกบ้านสูงขึ้น ความคาดหวังต่อสิ่งที่ได้รับกลับยิ่งสูงตาม เครื่องดื่มหนึ่งแก้วจึงไม่ใช่แค่ของใช้เพื่อดับกระหาย แต่คือช่วงเวลาที่ได้หยุดพัก ได้อยู่กับตัวเอง และได้เชื่อมต่อกับโลกในแบบที่โลกดิจิทัลให้ไม่ได้

[ นิยามใหม่ของ Third Place ]

จากบริบทของความเหงาและความอิ่มตัวของความสะดวก แนวคิด Third Place ที่ Ray Oldenburg เคยเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1989 จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะพื้นที่นั่งพักธรรมดา หากเป็นหัวใจของยุคที่เรียกว่า Retail 3.0 พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าการรองรับการซื้อขาย แต่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน เป็นพื้นที่ที่ช่วยเยียวยาความตึงเครียด และลดความรู้สึกแปลกแยกที่สะสมมาจากชีวิตเร่งรีบและโลกดิจิทัล

การเปลี่ยนผ่านสู่ Retail 3.0 ทำให้ตัวชี้วัดความสำเร็จของร้านค้าหน้าบ้านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากยุคที่โฟกัสยอดขายต่อตารางเมตรหรือจำนวนบิลต่อวัน ธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่ลูกค้าเลือกจะอยู่ในร้าน และความสัมพันธ์ระยะยาวที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ ระยะเวลาการพำนักที่ยาวขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ความสบาย แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความผูกพัน ความไว้วางใจ และโอกาสในการขยายมูลค่าต่อหนึ่งลูกค้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาพักผ่อนก็ค่อยๆ เลือนหายจากการทำงานทางไกล ร้านกาแฟและร้านชาพรีเมียมจึงขยับบทบาทจากสถานที่แวะซื้อเครื่องดื่ม ไปสู่พื้นที่ทำงานทางเลือกที่ผู้คนใช้เวลาได้ สอดรับกับวิถีชีวิตเมืองที่ต้องการทุกอย่างอยู่ใกล้ตัว ภายใต้แนวคิดเมืองที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น Third Place ยุคใหม่จึงไม่ใช่ส่วนเสริมของธุรกิจ แต่กลายเป็นโครงสร้างหลักของประสบการณ์ที่แบรนด์ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง

[ ยุทธศาสตร์ CHAGEE สู่การเป็น “Oriental Starbucks” ]

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภค CHAGEE ไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา และไม่เร่งขยายสาขาขนาดเล็กเพื่อไล่เก็บปริมาณ แต่กำหนดบทบาทของตัวเองให้ชัดในฐานะ “Oriental Starbucks” แบรนด์ชาที่ตั้งใจสร้างประสบการณ์แบบครบถ้วนผ่านร้านขนาดใหญ่ ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่ได้จริง ไม่ใช่แค่แวะซื้อแล้วจากไป

ข้อจำกัดดั้งเดิมของร้านชาพรีเมียมคือ คุณภาพมักแลกมากับความช้า แต่ CHAGEE แก้สมการนี้ด้วยการนำ Tea Tech เข้ามาเป็นแกนหลักของการดำเนินงาน ระบบอัตโนมัติและ AI ช่วยลดเวลาเตรียมเครื่องดื่มเหลือประมาณ 40 วินาทีต่อแก้ว ทว่าความเร็วนี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อเร่งรอบลูกค้า หากถูกใช้เพื่อคืนเวลาให้พนักงานได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ลดความเป็นมนุษย์ แต่ทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้การบริการกลับมามีความหมาย

ภาพรวมของร้าน CHAGEE จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พักใจที่เงียบสงบ ผ่านสุนทรียศาสตร์ที่เรียบแต่ตั้งใจ และพิธีกรรมที่มองเห็นได้จริงอย่างกระบวนการชงชาสดต่อหน้าลูกค้า สิ่งเหล่านี้ช่วยยกระดับเครื่องดื่มจากสินค้า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ในเชิงอารมณ์ และสร้างความรู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ในร้าน

ผลลัพธ์สะท้อนชัดในเชิงธุรกิจ เมื่อโมเดลนี้สามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างก้าวกระโดดในปี 2024 พร้อมรักษาอัตรากำไรที่สูงกว่ามาตรฐานค้าปลีกทั่วไป นี่จึงไม่ใช่แค่การขายชา แต่คือการออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนในยุคที่ความเร็วไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป

ภายใต้ภาพลักษณ์ร้านที่เรียบหรูและสงบนิ่ง กลไกที่ทรงพลังที่สุดของ CHAGEE คือการจัดการจิตวิทยา “Chinese FOMO” อย่างเป็นระบบ แบรนด์เข้าใจดีว่าความกลัวการตกกระแสคือพลังขับเคลื่อนสำคัญของผู้บริโภคยุคดิจิทัล และเลือกเปลี่ยนความวิตกนั้นให้กลายเป็นแรงตัดสินใจซื้อเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่การสร้างความขาดแคลนผ่านเมนูพิเศษและสินค้าตามฤดูกาลที่ถูกควบคุมด้วยระบบดิจิทัล ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ทำให้การมาเยือนร้านกลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคม ลูกค้าไม่ได้แค่ซื้อชา แต่กำลังสื่อสารตัวตนของตัวเองผ่านภาพ ประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมกับกระแส

ขณะเดียวกัน แรงส่งทางการตลาดจากอีเวนต์และบุคคลที่มีอิทธิพลถูกใช้เพื่อสร้างความหนาแน่นของความสนใจในช่วงเวลาสั้นๆ จนเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนรู้สึกว่าการไม่เข้าร่วมคือการพลาดบางสิ่งที่สำคัญ กลยุทธ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าจากการซื้อเพื่อดื่ม ไปสู่การตามล่าประสบการณ์ที่ต้องมาก่อนใคร ความรู้สึกของการได้ครอบครองสิ่งที่มีจำกัดจึงกลายเป็นหัวใจของ Engagement และความผูกพันต่อแบรนด์ ในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่รสชาติหรือราคา แต่วัดกันที่ใครสามารถครองพื้นที่ในใจและในบทสนทนาของผู้คนได้ยาวนานกว่า

[ กรณีศึกษา CHAGEE ICONSIAM เมื่อร้านชาขาย “ช่วงเวลา” ไม่ใช่แค่ “เครื่องดื่ม” ]

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของเทรนด์ Third Place ในประเทศไทย คือการเปิดตัว “CHAGEE ICONSIAM” แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในไทย ณ ไอคอนสยาม ชั้น G โซน The Veranda สาขานี้เปรียบเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศว่า CHAGEE พร้อมจะเปลี่ยนการซื้อชา ให้เป็นการพักผ่อน

1️⃣ จาก Kiosk สู่ Destination แห่งการพักผ่อน CHAGEE ICONSIAM ฉีกกฎร้านชาไข่มุกแบบเดิมที่เป็นเพียงซุ้มขนาดเล็ก ด้วยการขยายพื้นที่เป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีชั้นลอยเพื่อมอบความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ผ่อนคลายให้กับลูกค้า การออกแบบนี้ตอบโจทย์ Insight ของคนเมืองที่ต้องการหลบหนีจากความวุ่นวายภายนอก มาสู่พื้นที่ที่สามารถนั่งคุยกับเพื่อนหรือใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้ ตามแนวคิด “CHAGEE Together” ที่ต้องการเชื่อมโยงผู้คนผ่านช่วงเวลาดีๆ

2️⃣ Aesthetic as a Service สุนทรียะคือบริการ ในยุค Experience Economy ความสวยงามไม่ใช่แค่เรื่องเปลือกนอก แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริการ การตกแต่งหน้าร้านด้วยม่านโซ่สีทองและโทนสีอบอุ่น ช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างทันทีที่ก้าวเข้ามา ไฮไลต์สำคัญคือการร่วมมือกับศิลปินไทยระดับโลกอย่าง Pomme Chan (ปอม ชาน) สร้างสรรค์งานศิลปะบนผนังที่เล่าเรื่องราวการเดินทางของชา ผสานกับลวดลายไทยและวิถีชีวิตสมัยใหม่ เปลี่ยนร้านชาให้กลายเป็นแกลเลอรีขนาดย่อมที่ลูกค้าสามารถเสพงานศิลป์ไปพร้อมกับรสชาติชา

3️⃣ พลังของ Exclusive Experience และ Influencer Marketing เพื่อให้พื้นที่นี้เป็น Destination อย่างแท้จริง CHAGEE ได้สร้างแม่เหล็กดึงดูดด้วยเมนูพิเศษเฉพาะสาขาอย่าง Ceylon Black Milk Tea (ชานมซีลอน) และสินค้า Merchandise ดีไซน์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ การจัดงาน Grand Opening โดยดึงนักแสดง “Bae In Hyuk” บินตรงจากเกาหลีใต้มาร่วมกิจกรรม Meet-and-Greet ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างกระแสชั่วคราว แต่เป็นการสร้างความทรงจำร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นแฟนคลับที่มีความผูกพันทางใจ

[ ชัยชนะของธุรกิจที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ ]

กรณีของ CHAGEE และสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่าง ICONSIAM สะท้อนชัดว่า การเสื่อมความนิยมของโมเดล Grab & Go ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความรวดเร็ว ผู้บริโภคไม่ได้อยากกลับไปสู่ความเชื่องช้า แต่กำลังเรียกร้องสิ่งที่ลึกกว่านั้น นั่นคือคุณภาพของเวลาที่พวกเขาเลือกใช้ในแต่ละวัน

ท่ามกลางโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและ AI ธุรกิจในยุค Retail 3.0 ที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่มองพื้นที่หน้าร้านต่างออกไป ไม่ใช่ภาระค่าเช่าที่ต้องเร่งทำยอดคืนทุน แต่เป็นทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์สำหรับสร้างความผูกพัน ความเชื่อมั่น และตัวตนของแบรนด์ในระยะยาว

CHAGEE แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า เทคโนโลยีที่ทำให้การผลิตรวดเร็ว สามารถเดินคู่กับการออกแบบประสบการณ์ที่ใส่ใจผู้คนได้จริง เมื่อความเร็วถูกใช้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อลดทอนมัน

การขยับจากการขายเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว ไปสู่การขายพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความหมาย จึงไม่ใช่กลยุทธ์ตามกระแส แต่คือทิศทางใหม่ของค้าปลีกที่กำลังเกิดขึ้นจริง อุตสาหกรรมไม่ได้กำลังตอบโจทย์ความสะดวกอีกต่อไป หากกำลังตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่สุดของผู้คนในยุคนี้ นั่นคือการได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน

เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

Sources: CHAGEE (ข่าวประชาสัมพันธ์) : CHAGEE ยกระดับประสบการณ์ชา กับ CHAGEE ICONSIAM ที่แรกในประเทศไทย พร้อมเซอร์ไพรส์ ดึง ‘Bae In Hyuk’ บินตรงเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ แบบใกล้ชิด

https://www.deloitte.com/us/en/Industries/consumer/articles/future-of-restaurants-study.html

https://www.nssmag.com/en/lifestyle/41166/third-places-youth-public-spaces-nss-edicola

https://www.aitransformationreadiness.org/post/chagee-case-study-digital-transformation

https://www.deloitte.com/us/en/insights/industry/consumer-products/consumer-products-industry-outlook.html

https://www.deloitte.com/us/en/Industries/consumer/articles/future-of-restaurants-study.html

https://medium.com/illumination/the-death-of-third-places-and-the-evolution-of-communities-5bbffc01c5e

https://www.bain.com/insights/the-future-of-retail-in-the-age-of-convergence

https://equalocean.com/news/2026012221732