ถอดกลยุทธ์ Central Retail ตีตลาดเวียดนามดันกำไรพุ่ง 124% ขี่เทรนด์ Vietnam Wave ชู Private Label

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ที่ผ่านมา Central Retail (CRC) ได้เผยผลการดำเนินงานสุดแข็งแกร่งด้วยกำไรหลักที่เติบโตสูงถึง 124% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.1 พันล้านบาท ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการปรับปรุงและขยายเครือข่ายร้านค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ควบคู่ไปกับการรุกหนักในกลุ่มสินค้า Private Label (สินค้าแบรนด์ของตัวเอง) ซึ่งมอบอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้เป็นดัชนีชี้วัดชัดเจนถึงพลังของเทรนด์ “Vietnam Wave” หรือการเคลื่อนทัพของกลุ่มทุนไทยสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งกำลังกลายเป็นทางรอดและเครื่องยนต์สร้างการเติบโตใหม่ ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณตึงตัว
ภาพสะท้อนความต่าง: เมื่อ GDP ไทยรั้งท้าย แต่เวียดนามพุ่งทะยาน
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 2.8% เนื่องจากกำลังซื้อและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มลดความร้อนแรงลง ส่งผลให้ไทยขยายตัวในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามในไตรมาสเดียวกันกลับขยายตัวพุ่งสูงถึง 8.4% โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ช่องว่างอัตราการเติบโตระหว่าง 1.9% ของไทย กับ 8.4% ของเวียดนาม คือชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้การขยายอาณาจักรของ Central Retail เวียดนาม มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะในขณะที่ตลาดไทยเริ่มอิ่มตัว เวียดนามกลับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 100 ล้านคน พร้อมด้วยกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและพร้อมจับจ่ายใช้สอย
สินค้า Private Label: หัวใจสำคัญในการสร้างอัตรากำไรไร้ขีดจำกัด
รายงานจาก Inside Retail ระบุว่า หนึ่งในกุญแจดอกสำคัญที่ดันให้กำไรของ Central Retail พุ่งสูงขึ้นถึง 124% คือการบริหารพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์โดยมุ่งเน้นไปที่ Private Label หรือสินค้าที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองเพื่อวางจำหน่ายเฉพาะในเครือข่ายของตน เช่น แบรนด์ Tops ในประเทศไทย หรือแบรนด์ GO! ในเวียดนาม
3 เหตุผลที่ Private Label เป็นกลยุทธ์สร้างกำไรมหาศาล
- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงกว่า: การว่าจ้างโรงงานผลิตตามสเปกและตีตราแบรนด์เอง ช่วยให้ผู้ค้าปลีกตัดต้นทุนส่วนต่างของเจ้าของแบรนด์และค่าการตลาดที่ซ้ำซ้อนออกไปได้
- ความยืดหยุ่นในการตั้งราคาและควบคุมภาพลักษณ์: สามารถบริหารโครงสร้างราคาเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคในภาวะค่าครองชีพสูง โดยที่บริษัทยังคงรักษาอัตรากำไรที่น่าพอใจไว้ได้
- การสร้างความแตกต่างและความภักดี (Brand Loyalty): การมีสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในเครือข่ายของ Central Retail ช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคต้องกลับมาซื้อซ้ำที่หน้าร้านหรือช่องทางของบริษัทเท่านั้น
กลยุทธ์นี้ดำเนินตามโมเดลความสำเร็จระดับโลกอย่าง Kirkland Signature ของ Costco หรือ Amazon Basics ของ Amazon ที่สามารถทำรายได้มหาศาลและกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก
ถอดรหัส Vietnam Wave: ทำไมทุนไทยจึงปักธงในเวียดนาม
รายงาน “Thai Investment in Vietnam: Key Investors, Growth Sectors, and Market Entry Strategies in 2026” โดย Vietnam Briefing ระบุว่า ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ในกลุ่มอาเซียนที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 805 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 แสนล้านบาท)
ปัจจัยผลักดันเชิงโครงสร้าง 3 มิติที่ทำให้กลุ่มทุนไทย เช่น Central Retail (CRC), SCG และ CP เร่งขยายการลงทุน ได้แก่:
- โครงสร้างประชากร (Demographic Dividend): เวียดนามมีประชากรวัยทำงานสูงถึง 50 ล้านคน และชนชั้นกลางโตอย่างรวดเร็ว มอบโอกาสมหาศาลแก่ธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค
- การกระจายความเสี่ยง (Hedge against Stagnation): ตลาดไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดและโตช้า การลงทุนในเวียดนามจึงเป็นการสร้างนิวเอสเคิร์ฟ (New S-Curve) เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของกำไรในระดับภูมิภาค
- สิทธิประโยชน์ด้านการค้าโลก: เวียดนามมีเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครอบคลุมหลายภูมิภาค โดยเฉพาะ EVFTA กับสหภาพยุโรป ช่วยให้ฐานการผลิตและกระจายสินค้าในเวียดนามได้สิทธิประโยชน์ภาษีส่งออกไปทั่วโลก
ตารางเปรียบเทียบปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์: ไทย vs เวียดนาม (ปี 2569)
| มิติตลาด / เศรษฐกิจ | ประเทศไทย (Thailand) | ประเทศเวียดนาม (Vietnam) |
| อัตราการเติบโต GDP (Q2/2569) | 1.9% (ชะลอตัว) | 8.4% (ขยายตัวสูง) |
| โครงสร้างประชากร | สังคมสูงวัย (Aging Society) | วัยทำงานกว่า 50 ล้านคน (Demographic Dividend) |
| แนวโน้มการบริโภค | กำลังซื้อตึงตัว/ระมัดระวังการใช้จ่าย | ชนชั้นกลางขยายตัว/กำลังซื้อพุ่ง |
| โอกาสทางธุรกิจค้าปลีก | ตลาดเริ่มอิ่มตัว เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพ | ตลาดขยายตัวสูง เน้นขยายสาขาและ Private Label |
บทเรียนจากความล้มเหลว: กาแฟไทยที่ไม่ถูกปากคนเวียดนาม
แม้กระแส Vietnam Wave จะเต็มไปด้วยโอกาส แต่ตลาดเวียดนามก็ไม่ใช่พื้นที่ที่สำเร็จได้โดยง่าย ดังกรณีศึกษาของ Café Amazon ที่ต้องประกาศถอนตัวออกจากเวียดนามหลังขยายสาขาได้เพียง 12 แห่งในระยะเวลา 5 ปี
สาเหตุหลักมาจากความพยายามนำโมเดลความสำเร็จในประเทศไทยที่เติบโตผูกติดกับสถานีบริการน้ำมันไปใช้ตรงๆ ในเวียดนาม โดยไม่ได้คำนึงถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนท้องถิ่นที่มีความแข็งแกร่ง เข้มข้น และมีแบรนด์ท้องถิ่น (Local Players) ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเจ้าถิ่นอย่างลึกซึ้งครองตลาดอยู่แล้ว
กรณีศึกษานี้พิสูจน์ว่า การขยายสาขาเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Localization หรือการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง
สรุปและแนวทางในอนาคต
ความสำเร็จของ Central Retail เวียดนาม ในไตรมาส 2/2569 คือตัวอย่างของการปรับโครงสร้างธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงอย่าง Private Label ร่วมกับการแสวงหาโอกาสในตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 1.9% ธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในครึ่งหลังของปี 2569 คือธุรกิจที่สามารถมองหาโอกาสนอกบ้าน และสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่บูรณาการทั้งช่องทางการขาย ตัวผลิตภัณฑ์ และการทำ Localization เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

