คัมภีร์ AI ผู้นำยุคใหม่ หมดยุคลองผิดลองถูก ถอดสูตร 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาค บนเทรนด์ ‘Business Resilience’
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ยากและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การมองหาช่องทางนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็นแกนหลักในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการสร้าง Business Resilience ด้วย AI ของโลกธุรกิจปี 2026
จากเวทีแลกเปลี่ยนทรรศนะในหัวข้อ “องค์กรในเอเชียแปซิฟิกเร่งนำ AI มาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ” ที่จัดขึ้นโดย เอคเซนเชอร์ (Accenture) ได้สะท้อนมุมมองที่แหลมคมของกลุ่ม ผู้นำวิสัยทัศน์ไกล พวกเขาเลือกที่จะข้ามผ่านกรอบความคิดแบบเดิมที่จำกัดบทบาทของเทคโนโลยีไว้เพียงแค่การลดต้นทุน (Cost Reduction) แต่กำลังเปลี่ยนมันให้กลายเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ (Revenue Generation) และยกระดับความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ
Future Trends จะพาไปเจาะลึก 4 พิมพ์เขียวจากผู้นำองค์กรชั้นนำระดับภูมิภาค ที่จะช่วยให้ ผู้นำยุคใหม่ ของไทยสามารถนำไปปรับใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกอีกต่อไป
1. Summer Collins (One New Zealand): กลยุทธ์ “AI ในลมหายใจของพนักงาน”
ซัมเมอร์ คอลลินส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI จาก One New Zealand เลือกปักหมุดกระบวนการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยการผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR) เป็นด่านแรก เธอมองว่าในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว ความยืดหยุ่นขององค์กรจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพนักงานทุกคนสามารถใช้ระบบอัจฉริยะเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณในการทำงานประจำวัน
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย One New Zealand ได้สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง (Continuous Learning Ecosystem) ผ่านการจัดตั้งสถาบันภายในอย่าง ‘AI School’ และโครงการ ‘AI Elevate’ เพื่อให้พนักงานทุกระดับได้ลงมือทำจริงกับเครื่องมือย่าง Copilot และ Generative AI ระดับองค์กร แทนที่จะเป็นการฝึกอบรมแบบครั้งเดียวจบ
ควบคู่ไปกับการใช้แพลตฟอร์ม ‘Skills Edge’ ที่นำดาต้ามาช่วยพนักงานวางแผนและติดตามเส้นทางอาชีพ (Career Path) ของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับตำแหน่งงานรูปแบบใหม่ในอนาคต
Insight สำคัญ: สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการวางธรรมาภิบาลตั้งแต่ก้าวแรก โดย One New Zealand นำโปรแกรม ‘Ka Tika’ มาใช้เพื่อให้พนักงานเข้าใจเรื่องความปลอดภัยและจริยธรรมในการใช้ข้อมูล ช่วยให้การขยายผลในองค์กรเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
2. Alvin Ng (UOB): กลยุทธ์ “นวัตกรรมบนฐานของความรับผิดชอบ”
สำหรับ อัลวิน อึ๊ง แห่งธนาคารยูโอบี (UOB) กลยุทธ์ AI องค์กร ที่สำคัญคือการผสานระบบอัจฉริยะเข้ากับกระบวนการตัดสินใจหลัก (Core Decision-making) ของธนาคาร ภายใต้เงื่อนไขเรื่องความเชื่อมั่นและการกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินที่มีกฎระเบียบและการควบคุมสูง
อัลวินได้วางระบบการตัดสินใจโดยใช้ Generative AI และ Agentic AI แต่กระบวนการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้แนวคิด “Human-in-the-loop” หรือการมีมนุษย์คอยตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างชัดเจน เพื่อให้ระบบสามารถอธิบายที่มาที่ไป (Explainable AI) และมีความโปร่งใสสูงสุดก่อนส่งมอบบริการ
นอกจากนี้ ยูโอบียังสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมจากล่างขึ้นบนผ่านโครงการ ‘Gen AI Enablement’ เปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาเครื่องมือใช้เองในงานประจำวัน ซึ่งช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอและสเกลการใช้งานได้ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งจับมือกับภาครัฐและสถาบันการศึกษาจัดตั้ง ‘ศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศ AIDA’ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้าน AI และ Data Analytics มาเสริมทัพธุรกิจในระยะยาว
3. Manas Mehra (Dabur India): กลยุทธ์ “ผสานมรดกเก่าเข้ากับโลก Data-first”
มนัส เมห์รา จาก Dabur India Limited นำเสนอพิมพ์เขียวที่น่าสนใจมากสำหรับองค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเขามุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าจากรากฐานเดิม (Legacy Asset) มากกว่าการทุบรื้อระบบเก่าทิ้ง
มนัสเลือกเดินเกม ‘Democratization of AI’ หรือการทลายกำแพงเทคโนโลยีด้วยการส่งมอบเครื่องมืออย่าง ‘Dabur GPT’ ให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงตั้งแต่วันแรก เปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ที่ว่าเรื่องเทคโนโลยีเป็นหน้าที่ของฝ่ายไอที ให้กลายเป็นเพื่อนคู่คิดของทุกคน ผ่านการสร้างแรงจูงใจด้วยแนวคิด Gamification
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์กช็อป ‘AI Horizon’ สำหรับผู้บริหารทุกระดับเพื่อให้เกิดการยอมรับจากบนลงล่าง (Top-down Buy-in) พร้อมกำหนดแผนการนำมาใช้แยกตามสายงาน (Functional AI Roadmap) เช่น ด้านซัพพลายเชนหรือการตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนทุกบาทจะสร้างผลตอบแทนและมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง
4. Vivek Luthra (Accenture): กลยุทธ์ “AI ที่มีวินัยและเป้าหมายชัดเจน”
ในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ระดับโลก วิเว็ก ลูทรา ได้ให้คำเตือนที่สำคัญแก่ ผู้นำยุคใหม่ ว่า การเร่งขยายผลเทคโนโลยีอย่างกระจัดกระจายและไร้ทิศทางไม่ใช่คำตอบของการสร้าง Business Resilience ด้วย AI แต่หัวใจสำคัญคือการเลือกจุดที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจสูงที่สุด (High-impact Areas)
วิเว็กเสนอแนวคิด “Selective Scaling” ซึ่งเน้นย้ำให้ผู้นำมีวินัยในการเลือกใช้ AI Agent เฉพาะในจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญของธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแทนที่จะทำหลายโครงการพร้อมกันจนโฟกัสหลุด
ควบคู่ไปกับการทำ ‘Talent Reinvention’ หรือการกล้าออกแบบบทบาทหน้าที่ของงานใหม่ เพื่อให้คนและระบบอัจฉริยะสามารถเรียนรู้และทำงานร่วมกันหน้างานจริง ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพที่สุดในเวลานี้
บทสรุป: บทเรียนสำหรับผู้นำไทยในการสร้าง Business Resilience ด้วย AI
กลยุทธ์ของผู้นำทั้ง 4 องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า การสร้างความยืดหยุ่นในยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการกว้านซื้อเทคโนโลยีที่มีราคาแพงที่สุด แต่อยู่ที่ความกล้าในการพลิกโฉมศักยภาพของบุคลากร (Human Capability) และการวางรากฐานธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งต่างหาก
ผู้นำไทยที่ต้องการนำพาองค์กรก้าวขึ้นเป็นต้นแบบแห่งอนาคต จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) เล็กๆ ไปสู่การสร้างวินัยในการขยายผล (Scaling Discipline) เพื่อให้ระบบอัจฉริยะหลอมรวมกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักที่เสริมความแข็งแกร่ง และสร้าง Business Resilience ด้วย AI ให้แก่ธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติพร้อมรับทุกความท้าทาย
เรียบเรียงโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


