นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับ ‘Build, Borrow, Buy’ 3 ทางเลือกสู่ทางรอดของอุตสาหกรรมไทย ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังแตะเบรก

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เปรียบเสมือนการเข้าสู่โหมด ‘ความยากระดับสูงสุด’ (Hard Mode)
การดำเนินธุรกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์นี้ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์สถานการณ์โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงระดับมหภาค 5 ประการที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
ได้แก่ การกลับมาของนโยบาย Trump 20, สงครามการค้า (Trade War) ที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ยุค Trump 10 มาจนถึงปัจจุบัน, การดิสรัปต์ของเทคโนโลยี (Tech War), ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
🔹 [ ภาพลวงตาทางเศรษฐกิจและกับดักการค้าโลก ]
จากการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส ผู้นำระดับโลกต่างมีความเห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะแตะเบรก หรือชะลอตัว แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยอาจดูเหมือนยังเติบโต
แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล นั่นคือประเด็นเรื่อง Transshipment หรือการถ่ายลำสินค้า
กล่าวคือ มีการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาประกอบหรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อยในไทยเพื่อสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิด (Origin) ในการส่งออกเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษี กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือการที่สหรัฐฯ จับตามองยอดการส่งออกโดรนจากไทยไปรัสเซียที่สูงผิดปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม
🔹 [ วิกฤตความมั่นคงทางพลังงานและโครงสร้างประชากร ]
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ‘พลังงาน’ ซึ่งกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์” สำหรับประเทศไทย
ความมั่นคงทางพลังงานในอดีตที่ได้จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง หากในอนาคตจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมดเพื่อผลิตไฟฟ้า อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึงหน่วยละ 11 บาท ซึ่งจะเป็นภาระต้นทุนมหาศาลต่อภาคการผลิต
นอกจากนี้ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
🔹 [ อิทธิพลของ AI และการเปลี่ยนขั้วห่วงโซ่อุปทาน ]
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป รายได้ของบริษัท NVIDIA ผู้ผลิตชิป AI เพียงรายเดียว มีมูลค่าสูงถึง 41 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบประมาณประเทศไทยทั้งปี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนจากโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ไปสู่ ‘Glocalization’ กล่าวคือ
ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนิยมย้ายฐานการผลิตไปตั้งในภูมิภาคของประเทศคู่ค้าเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี แต่กลับนำเข้าทั้งวัตถุดิบและแรงงานจากประเทศต้นทางมาด้วย ทำให้อุตสาหกรรมท้องถิ่นของไทยได้รับอานิสงส์น้อยกว่าที่ควร จากการสำรวจพบว่าอุตสาหกรรมไทยกว่า 70% อยู่ในสภาวะทรงตัวหรือถดถอย มีเพียง 30% ที่ยังเติบโตได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง
🔹 [ 4 เทรนด์ใหม่และการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ ]
เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตาม 4 แนวโน้มหลัก ได้แก่
1. Supply Chain Security
ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าต้นทุนที่ต่ำที่สุด ารกระจายความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องจำเป็น
2. Digital & AI
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจสอบความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ในธุรกิจโลจิสติกส์
3. ESG & Environment
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากยุโรป (CBAM) และเป้าหมายของไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2030 บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Decarbonization)
4. New S-Curve
การมุ่งเน้น 8+1 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), การแพทย์ครบวงจร (รองรับสังคมผู้สูงอายุ), และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
🔹 [ ยุทธศาสตร์สู่ความยั่งยืน: จาก OEM สู่ ODM/OBM ]
ทางรอดของอุตสาหกรรมไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นผู้รับจ้างออกแบบ (ODM) และเจ้าของแบรนด์ (OBM) โดยใช้กลยุทธ์ ‘Build, Borrow, Buy’ คือ การสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง การแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ หรือการซื้อเทคโนโลยีเพื่อนำมาต่อยอด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
เนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายในหัวข้อ “The Next Frontier of Industry Trends, ทิศทางอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก 2026” โดยคุณนาวา จันทนสุรคน (รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน
#FutureTrends #FutureTrendsAheadSummit2026

