เคยรู้สึกเบื่อบ้างไหม? ในวันที่เทคโนโลยีรู้ใจเราไปเสียทุกอย่าง
แค่คิดถึงรองเท้าสักคู่ โฆษณาก็เด้งขึ้นมาทันที หรือเปิด TikTok ขึ้นมา ก็เจอแต่เนื้อหาเดิมๆ ที่แอปพลิเคชันคัดมาให้จนแทบไม่ต้องขยับนิ้วเลื่อนหาสิ่งที่อยากดู ซึ่งมองดูแล้ว ความสะดวกสบายนี้ดูเหมือนจะดี แต่ลึกๆ แล้วกลับสร้างความรู้สึกจำเจ เหมือนชีวิตกำลังดำเนินไปเหมือนระบบอัตโนมัติที่ไร้ซึ่งความตื่นเต้น
นี่คือสัญญาณของความเหนื่อยล้าจากการถูกป้อนข้อมูล (Algorithm Fatigue) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของผู้คน และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2026 อย่าง ‘Curiosity Detours’ หรือ การเบี่ยงเบนเพราะความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งมีความคล้ายคลึง กับพฤติกรรมการตั้งใจมาดูสิ่งๆ หนึ่ง แต่กลับเลือกซื้ออีกสิ่งหนึ่งแทน
♦️ [ เจาะลึกเทรนด์ Curiosity Detours เสน่ห์ของการไม่อยู่ในลู่ในทาง ]
ในโลกการตลาดแบบดั้งเดิม ธุรกิจมักพยายามสร้างเส้นทางที่สั้นที่สุดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ (Linear Funnel) แต่รายงานเทรนด์จาก TikTok Next 2026 ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมมนุษย์กำลังเปลี่ยนไปสู่โครงข่ายที่ซับซ้อนขึ้นแบบ ‘Web-like Discovery’
อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ผู้บริโภคในยุคนี้มักเริ่มต้นค้นหาด้วยความตั้งใจหนึ่ง แต่ระหว่างทางกลับยินดีที่จะ ‘เถลไถล’ ออกนอกเส้นทาง หากไปสะดุดตากับเรื่องราวที่น่าสนใจกว่า (Sideways Discovery) ก็มีโอกาสที่จะเลือกสิ่งนั้นแทน
สิ่งที่พวกเขาตามหาไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือ ‘Serendipity’ หรือความบังเอิญที่น่าประทับใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นจะสัมผัสได้ และเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถมอบให้ได้ ความอยากรู้อยากเห็นนี้ นำไปสู่การมองหาความจริงใจ และเนื้อหาที่เรียล มากกว่าความสมบูรณ์แบบที่ถูกปรุงแต่ง ทำให้แบรนด์ที่สามารถเป็นจุดแวะพักที่น่าสนใจระหว่างทางกลายเป็นผู้ชนะในเกมนี้
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังดูวิธีประกอบโต๊ะอย่างตั้งใจ แต่สายตากลับไปสะดุดกับเจ้าแมวอ้วนที่นอนสบายอยู่บนคอนโดแมวดีไซน์สวยซึ่งตั้งอยู่เป็นฉากหลัง วินาทีนั้น ทางเบี่ยงก็เกิดขึ้นทันที คุณลืมเรื่องน็อตในมือแล้วเปลี่ยนไปค้นหาพิกัดคอนโดแมวตัวนั้นแทน และจนจบลงที่การกดสั่งซื้อ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจมาดูตั้งแต่แรก
นี่คือ Curiosity Detours ในชีวิตจริง จะเห็นได้ว่าแบรนด์คอนโดแมวไม่ได้เดินมาตะโกนขายของตรงๆ แต่เลือกวางตัวอยู่ใน ‘พื้นที่ข้างเคียง’ และปล่อยให้สัญชาตญาณของคุณทำงานจนเกิดการค้นพบแบบ Sideways Discovery นั่นเอง
♦️ [ ASAI Hotels ผู้เปลี่ยนโรงแรมให้เป็น ‘เพื่อนร่วมทาง’ ]
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กรณีศึกษาที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Curiosity Detours ได้ดีที่สุดคือ ASAI Hotels แบรนด์ไลฟ์สไตล์ภายใต้เครือ Dusit International
ASAI ไม่ได้นิยามตัวเองเป็นเพียงที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็น ‘Live Local’ หรือพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกับท้องถิ่น โดยมีแนวคิดหลักคือการ ‘กระตุ้น’ ให้ผู้เข้าพักออกไปสำรวจและค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านองค์ประกอบที่คิดมาแล้ว
1. Thoughtful Essentials พื้นที่กะทัดรัด เพื่อผลักดันให้ออกไปเจอโลก
แนวคิดห้องพักของ ASAI มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้เน้นความกว้างขวางเกินจำเป็น (ขนาดประมาณ 15-22 ตารางเมตร) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสูงสุดในสิ่งที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น เตียงนอนเกรดพรีเมียมและฝักบัวแรงดันน้ำสูง การออกแบบเช่นนี้แฝงนัยสำคัญว่า ‘ห้องพักมีไว้เพื่อชาร์จพลัง แต่ชีวิตรอคุณอยู่ข้างนอกโรงแรม’
2. Common Ground พื้นที่ส่วนกลางที่เป็นมากกว่าล็อบบี้
หัวใจของ ASAI คือพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบให้เป็น Multifunctional Space ผสมผสานทั้งพื้นที่ทำงาน บาร์ และร้านอาหารเข้าด้วยกัน บรรยากาศที่เปิดกว้างนี้ดึงดูดไม่ใช่แค่แขกที่มาพัก แต่รวมถึงคนในท้องถิ่นให้เข้ามาใช้งาน เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนบทสนทนาและคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวลับๆ ที่หาไม่ได้ในอินเทอร์เน็ต
3. เอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละสาขา
⭐ ASAI Bangkok Chinatown
ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราช ท่ามกลางกลิ่นอายสตรีทฟู้ดและวัฒนธรรมไทย-จีน การตกแต่งเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ เชื่อมต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัย
⭐ ASAI Kyoto Shijo (ญี่ปุ่น)
นำเสนอความเป็นไทยผ่านห้องอาหาร Soi Gaeng ที่เสิร์ฟแกงไทยแท้ๆ ในเมืองเกียวโต พร้อมนวัตกรรม AI Voice Assistant (AVA) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ให้ข้อมูลเชิงลึกของย่านนั้นๆ ช่วยให้นักเดินทางลดอุปสรรคในการค้นหาข้อมูล และสนุกกับการ ‘หลงทาง’ ไปในย่านเมืองเก่าได้อย่างมั่นใจ
♦️ [ สร้าง ‘ทางเบี่ยง’ อย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ? ]
จากความสำเร็จของ ASAI และกระแส Curiosity Detours ธุรกิจต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ผ่านกลยุทธ์ เช่น
✔️ ขยายตัวตนสู่พื้นที่ข้างเคียง (Adjacent Spaces)
แบรนด์ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องสินค้าของตัวเองตลอดเวลา แต่ควรพาตัวเองไปอยู่ในความสนใจอื่นๆ ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ถ่านไฟฉายที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่อง K-Pop (เพราะต้องใช้ถ่านใส่แท่งไฟ) เป็นการสร้างการค้นพบผ่านความสนใจที่เกี่ยวเนื่องกัน
✔️ สร้างเนื้อหาที่เป็น ‘จุดแวะพัก’
เปลี่ยนคอนเทนต์จากการขายตรง เป็นการให้ความรู้หรือความบันเทิงที่ชวนให้สงสัยและอยากติดตามต่อ เพื่อดึงดูดให้คนที่ผ่านไปมา ‘เถลไถล’ เข้ามาทำความรู้จักแบรนด์ให้ลึกซึ้งขึ้น
✔️ ให้ชุมชนเป็นผู้เล่าเรื่อง (Let Others Lead)
ในยุคที่คนเชื่อ “รีวิวจากผู้ใช้จริง” มากกว่าโฆษณา การเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าหรือชุมชนได้บอกเล่าประสบการณ์ในมุมมองของพวกเขา จะสร้างความน่าเชื่อถือและแรงดึงดูดที่เป็นธรรมชาติ
โลกธุรกิจในปี 2026 ไม่ใช่สนามแข่งขันของความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นยุคแห่งสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์
เทรนด์ Curiosity Detours และโมเดลธุรกิจของ ASAI Hotels สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เดินออกนอกเส้นทาง เพื่อไปพบกับความบังเอิญที่น่าประทับใจ คือกลยุทธ์การสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนที่สุด หน้าที่ของแบรนด์จึงไม่ใช่การตีเส้นตรงบังคับให้เดิน แต่คือการสร้างประตูบานเล็กๆ หลายๆ บาน เตรียมไว้ให้ลูกค้าเปิดเข้าไปค้นพบความมหัศจรรย์ด้วยตัวของพวกเขาเอง
เรียบเรียงโดย ชนัญชิดา พลอยพลาย
#FutureTrends #FutureTrendsetter
Sources:
TikTok Next 2026 Trend Report: Top Trends & Forecast – TikTok For Business
https://ads.tiktok.com/business/en/next#reali-tea
Dusit International introduces new hotel brand for ‘millennial-minded’ travellers
ASAI
https://www.hospitalitynet.org/brand/23000794/asai.html
A vibrant Kyoto hotel combining local culture, Thai street food, creative cocktails, and stylish spaces.
https://sawasdee.thaiairways.com/hotel-review-asai-kyoto
ASAI KYOTO SHIJO


