Type to search

เจาะลึกเทรนด์ Anxiety Economy ผ่านไวรัล ‘สกุชชี่’ สำเพ็งแตก ไอเทมบำบัดเครียดคนรุ่นใหม่

June 21, 2026 By Thanapon Hussakornrus
ฝูงชนและวัยทำงานกำลังเลือกซื้อสกุชชี่พรีเมียม สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจแห่งความวิตกกังวล

ของเล่นในวันวาน สู่ไอเทมประโลมใจ ‘สกุชชี่’ กลับมาอีกครั้ง ในฐานะสินค้าบำบัดความเครียด เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจแห่งความวิตกกังวล?

ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาลของกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับพักผ่อน แต่บริเวณย่านค้าส่งชื่อดังอย่าง ‘สำเพ็ง’ กลับสว่างไสวและคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนจำนวนมหาศาล พวกเขาไม่ได้มาเพื่อรับของไปขายต่อตามปกติ แต่กำลังต่อแถวอย่างอดทนเพื่อตามล่าไอเทมสุดนุ่มนิ่มอย่าง ‘สกุชชี่’ (Squishy) ที่กลับมาสร้างปรากฏการณ์ขาดตลาด พร้อมมูลค่าซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ปรากฏการณ์สำเพ็งแตกครั้งล่าสุดที่มีสกุชชี่เป็นชนวนเหตุ ชวนให้นักวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคตั้งคำถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มคนวัยทำงานยอมสละเวลานอนมาเบียดเสียดกันเพื่อแย่งชิงของเล่นชิ้นนี้?

คำตอบในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ความน่ารักหรือกระแสแฟชั่นฉาบฉวยอีกต่อไป แต่มันคือสัญลักษณ์ของการดิ้นรนทางอารมณ์ในยุคที่ผู้คนตกอยู่ภายใต้ Anxiety Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความวิตกกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อความเครียดมี ‘มูลค่า’ เศรษฐกิจแห่งความวิตกกังวลจึงเติบโต

หากคุณท่องโลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน คุณจะพบภาพผู้ประกอบการและกลุ่มวัยทำงานตระเวนตามหาสกุชชี่รุ่นพรีเมียมหายาก เช่น แบรนด์ iBloom รุ่น ‘King Peach’ ที่มีจุดเด่นเรื่องขนาดใหญ่พิเศษและเนื้อสัมผัสสโลว์ (Slow Rising) ที่เหมาะกับการบีบเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งราคาตลาดในเวลานี้ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ชิ้นละ 1,400 ถึง 5,000 บาทเข้าไปแล้ว

ตัวเลขราคาที่พุ่งสูงตอกย้ำว่า สกุชชี่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ของเล่นเด็กอีกต่อไป ทว่ามันได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็น ‘สินค้าบำบัดอารมณ์’ ประจำยุค Anxiety Economy ข้อมูลทางสถิติล่าสุดจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ชี้อินไซต์ที่น่าเป็นห่วงว่า วัยทำงานในประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยมีสัดส่วนผู้มีความเสี่ยงเผชิญภาวะซึมเศร้าสูงถึง 7.4% และมีสภาวะหมดไฟ (Burnout) จากการทำงานอีกกว่า 5%

เมื่อสมองของมนุษย์ออฟฟิศอ่อนล้าจากการจ้องหน้าจอดิจิทัลและการแบกรับข้อมูลข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง การได้ใช้มือบีบวัตถุที่มีความอ่อนนุ่มและส่งแรงต้านกลับมาทางกายภาพ จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนปุ่ม “Reset” ที่ช่วยระบายสภาวะความตึงเครียดของระบบประสาทโดยตรง โดยที่สมองไม่ต้องใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย

ส่องสถิติเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดของเล่นคลายเครียดโลก

ความต้องการหลีกหนีความวิตกกังวลของผู้บริโภค ไม่ได้หยุดอยู่แค่กระแสในใจคน แต่สะท้อนออกมาเป็นมูลค่าเม็ดเงินมหาศาลในอุตสาหกรรมสุขภาพทางเลือก (Alternative Wellness) ที่กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก

ตารางคาดการณ์มูลค่าตลาดของเล่นคลายเครียด (Global Stress Relief Toys Market)

ปี พ.ศ.มูลค่าตลาด (ดอลลาร์สหรัฐ)มูลค่าตลาด (บาท)อัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR)
ปัจจุบัน (2569)5,880 ล้านดอลลาร์~200,000 ล้านบาทBaseline
2573 (คาดการณ์)7,950 ล้านดอลลาร์~270,300 ล้านบาท> 6% ต่อปี

ทำไมต้องเป็น สกุชชี่? พลังแห่งประสาทสัมผัสที่ปลอบประโลมวิญญาณ

หากเราย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับของเล่นคลายเครียดในอดีตอย่าง Fidget Spinner ที่เคยฮิตถล่มทลาย เราจะพบความต่างในแง่ของจิตวิทยาที่ชัดเจนมาก สปินเนอร์ขับเคลื่อนด้วย ‘การหมุนและสมาธิ’ แต่สกุชชี่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความอ่อนโยนและการสัมผัส’

ในทางจิตวิทยา ทฤษฎี Age Regression ของ Sigmund Freud เคยอธิบายว่า มนุษย์เรามีกลไกป้องกันทางจิตที่มักจะพาตัวเองย้อนกลับไปใช้พฤติกรรมหรือโหยหาความรู้สึกในวัยเยาว์เมื่อต้องเผชิญกับความเครียดระดับสูง แต่คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับในเชิงการออกแบบผลิตภัณฑ์ในยุคนี้คือแนวคิดเรื่อง Transitional Objects (หรือ Comfort Objects) ของ Donald Winnicott นักจิตวิทยาชื่อดัง

[Diagram showcasing the psychology of Comfort Objects: physical softness reducing cortisol levels in corporate workers]

Winnicott ระบุว่า วัตถุสิ่งของที่มีลักษณะนุ่มนวล อ่อนโยน เช่น ตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือของเล่นเนื้อสโลว์ มีพลังในการสร้างสเปซความรู้สึกปลอดภัยและปลอบประโลมจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง การบีบสกุชชี่ของกลุ่มผู้ใหญ่ที่เรียกว่า ‘Kidult’ จึงเป็นการพาตัวเองกลับไปสู่เซฟโซนในอดีต ช่วงเวลาที่ชีวิตยังไม่มีภาระหนี้สิน ความกดดัน หรือเดดไลน์จากการทำงาน

โอกาสทางธุรกิจ: ยกระดับสู่ Functional Wellness Tools

ความท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการในยุค Anxiety Economy คือการเปลี่ยนผ่านจากกระแสไวรัลระยะสั้นที่สำเพ็ง ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งคำตอบอยู่ที่การหลอมรวมสินค้าเหล่านี้เข้ากับเทรนด์ Mental Wellness & Sleep Economy ที่กำลังเติบโต

เรากำลังเริ่มเห็นแบรนด์ต่างๆ นำอินไซต์ความเครียดนี้ไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ได้มากกว่าเดิม:

  • Medical-Grade Materials: การเปลี่ยนมาใช้ซิลิโคนเกรดการแพทย์ที่ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง และให้แรงต้านมือที่สม่ำเสมอ
  • Ergonomic Design: ดีไซน์รูปทรงให้สอดรับกับหลักสรีรศาสตร์ เพื่อช่วยบริหารกล้ามเนื้อมือและป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
  • Aromatherapy Integration: การผสานเทคโนโลยีเม็ดน้ำหอมอโรมาบำบัดลงในเนื้อสกุชชี่ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นคาโมมายล์ หรือสมุนไพร เพื่อช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและเตรียมความพร้อมของสมองก่อนเข้าสู่นอนหลับ

บทสรุป: มากกว่าความนิ่ม คือความเข้าใจ

การที่คนรุ่นใหม่และกลุ่มคนทำงานหลั่งไหลไปรวมตัวกันที่สำเพ็งในยามค่ำคืน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระของคนที่วิ่งตามกระแสออนไลน์อย่างไร้จุดหมาย แต่โครงสร้างพฤติกรรมนี้คือภาพสะท้อนชั้นดีของสังคมยุคปัจจุบันที่กำลังโหยหา “เครื่องมือบำบัดทางใจ” ที่เข้าถึงง่าย

สกุชชี่ราคาหลักร้อยหรือหลักพันในรุ่นพรีเมียม จึงทำหน้าที่เปรียบเสมือน ‘ยาสามัญประจำบ้านที่ราคาถูกที่สุด’ ในการประคองสภาพจิตใจของพนักงานออฟฟิศให้ผ่านพ้นความกดดันในแต่ละวัน

จากของเล่นเด็กที่เคยถูกมองข้ามในวันวาน สู่ไอเทมประคองอารมณ์ในวันนี้ และกำลังยกระดับเป็นนวัตกรรมดูแลสุขภาพจิตในอนาคต สกุชชี่ได้พิสูจน์ให้โลกธุรกิจเห็นแล้วว่า พลังแห่งความนุ่มนิ่มนั้นแข็งแกร่งพอที่จะขับเคลื่อนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังคงต้องออกตามหาความสงบภายในจิตใจท่ามกลางพายุแห่งความเครียดที่ไม่มีวันจบสิ้น

เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์