Trends-Maxxing Ep.6/10 – Everyday Premium เปลี่ยนของกินของใช้ทั่วไป ให้โตพุ่งร้อยล้าน ถอดสูตร 8 แบรนด์ไทย

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกคนเข้าสู่ตอนที่ 6 ของ ‘Trends-Maxxing’ ซีรีส์บทความ 10 ตอนที่ว่าด้วยการรีดศักยภาพของเทรนด์ออกมาใช้ให้ถึงขีดสุด เราจะแกะให้เห็นแรงขับที่ซ่อนอยู่ใต้คลื่นเทรนด์แต่ละลูก แล้วแปลงมันเป็นกลยุทธ์ที่คุณสามารถหยิบไปพัฒนาต่อให้ธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในยุคที่ใครๆ ต่างบ่นว่า “ข้าวของแพง เศรษฐกิจซบเซา” แต่ชาชีสแก้วละร้อยกลับมีคนยืนต่อแถวยาวเหยียด? ทำไมกระเป๋าราคาหลักพันถึงเปิดจองแล้ว Sold Out ในไม่กี่วินาที? หรือทำไมมาสคอตหมีตัวหนึ่งถึงสร้างยอดขายพุ่งสู้ 500 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว?
ความจริงคือ ผู้บริโภคไม่ได้เลิกใช้เงิน แต่พวกเขาเลือกใช้เงินอย่างตั้งใจและมีเป้าหมายมากขึ้น (Intentional Spending & Smart Spending)
ภาวะเงินเฟ้อสะสมและค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้การบริโภคหยุดชะงัก แต่กำลังแบ่งตลาดออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนเรียกว่า Bi-Polarization of Consumption:
- ขั้วแรก (Flight to Affordability): มองหาสินค้าราคาถูกที่สุดในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน
- ขั้วที่สอง (Flight to Value & Premiumisation): ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างเต็มใจสำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีการยกระดับคุณค่า สุนทรียภาพ หรือประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การเติบโตของเทรนด์ Everyday Premium หรือการเปลี่ยนของกินของใช้ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความสุขเล็กๆ (Small Indulgences) ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่าย (Accessible Luxury) โดยรายงานจาก Bain & Company และ McKinsey ชี้ว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้น 20% – 100% เมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป หากสินค้านั้นตอบโจทย์คุณค่าทางอารมณ์และสุนทรียภาพได้อย่างตรงจุด
สรุป 8 แบรนด์ไทยที่จับทางเทรนด์ Everyday Premium ได้อย่างยอดเยี่ยม
| แบรนด์ | สินค้าในชีวิตประจำวัน | จุดยกระดับ Everyday Premium | ผลลัพธ์เชิงตัวเลข (Performance Highlights) |
| Butterbear | เบเกอรี่และเครื่องดื่ม | Character-Led Marketing ปั้น “น้องหมีเนย” เป็นไอคอนฮีลใจ | รายได้พุ่งจาก 7 ล้านบาท สู่ 544 ล้านบาท (กำไร 212 ล้านบาท) ในปี 2567 |
| Rally Movement | กระเป๋าผ้า Tote Bag | เปลี่ยนกระเป๋าผ้าใช้งานทั่วไปให้เป็น Accessible Luxury + Drop Marketing | รายได้ปี 2566 จาก 16 ล้านบาท พุ่งสู่ 737 ล้านบาท (กำไร 290 ล้านบาท) ในปี 2568 |
| JOURNAL | น้ำหอมและบอดี้ออยล์ | นำสมุนไพรไทยสกัดด้วยน้ำมันมะพร้าว ชู ‘Scent with Story’ | รายได้ปี 2568 โตสูงถึง 519 ล้านบาท (กำไร 39 ล้านบาท) |
| Nose Tea | ชาผลไม้และชานม | ท็อปครีมชีสเข้มข้น สร้างประสบการณ์สุนทรียภาพแก้วละร้อย | รายได้ปี 2565 จาก 2.2 ล้านบาท พุ่งสู่ 529 ล้านบาท (กำไร 26 ล้านบาท) ในปี 2568 |
| Guss Damn Good | ไอศกรีม | วางตำแหน่งเป็น “Damn Good Feeling Provider” เล่าเรื่องผ่านรสชาติ | สร้างรายได้รวม 114 ล้านบาท ในปี 2568 |
| Holiday Pastry | คาเฟ่และเบเกอรี่ | ยกระดับกาแฟและขนมให้เป็นสถานที่พักผ่อนสไตล์ All-Day Dining | สร้างรายได้สูงถึง 70 ล้านบาท ในปี 2568 |
| SOURI | ขนมมาการอง | ยกระดับมาการองสไตล์ Fatcaron บรรจุกล่องหรูหราเหมือนเครื่องประดับ | รายได้ปี 2568 แตะ 300 ล้านบาท (กำไร 21 ล้านบาท) |
| RAVIPA | เครื่องประดับมูเตลู | Modern Sacred Design เปลี่ยนวัตถุมงคลเป็นเครื่องประดับมินิมอล | รายได้ปี 2567 แตะ 300 ล้านบาท (กำไร 58 ล้านบาท) |
4 กลไกการสร้างมูลค่าทางธุรกิจของ Everyday Premium
- การเติบโตของรายได้รวม (Top-Line Growth): ช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) ผ่านการนำเสนอสินค้า Better-for-me ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายพรีเมียมโดยไม่ไวต่อราคา
- การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin Expansion): การยกระดับบรรจุภัณฑ์ การเล่าเรื่อง และสุนทรียภาพ เพิ่มต้นทุนเพียงเล็กน้อย แต่ตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ช่วยดันอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 200–300 bps
- อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power): เนื่องจากกระบวนการตัดสินใจซื้อถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางอารมณ์ แบรนด์จึงส่งผ่านต้นทุนผันผวนไปยังผู้บริโภคได้โดยไม่กระทบยอดขาย
- การเพิ่ม LTV และลด CAC: อัตลักษณ์ที่ชัดเจนสร้างความผูกพันทางอารมณ์ นำไปสู่การซื้อซ้ำและการเกิดกระแสบอกต่อบนโซเชียลมีเดียโดยไม่ต้องพึ่งพางบโฆษณาจำนวนมาก
4 กุญแจสำคัญสู่การลงมือปฏิบัติสำหรับผู้บริหาร (How-To)
[1. ยกระดับฟังก์ชันธรรมดาด้วย Emotional Value]
│
▼
[2. สร้าง Brand Persona & Character ให้เด่นชัด]
│
▼
[3. ใช้กลยุทธ์ Collaboration & Scarcity Marketing]
│
▼
[4. ตั้งราคาตามคุณค่าที่รับรู้ (Value-Based Pricing)]
- ยกระดับสินค้าธรรมดาด้วยอารมณ์และสุนทรียภาพ: เปลี่ยนสินค้าใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็น “ความสุขเล็กๆ” ที่มอบความรู้สึกฟิน เยียวยาจิตใจ หรือสะท้อนตัวตนของผู้ใช้
- ปั้นอัตลักษณ์หรือคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน: สร้าง Emotional Connection ที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “คุ้มค่าที่จะจ่าย”
- จับมือพันธมิตรและสร้างความร่วมมือ (Collaboration): ออกสินค้าพิเศษร่วมกับแบรนด์อื่นเพื่อสร้างกระแสไวรัลและขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยต้นทุนการตลาดต่ำ
- กำหนดราคาตามคุณค่าที่รับรู้ (Value-Based Pricing): หลีกเลี่ยงการตั้งราคาแบบ Cost-Plus แต่ตั้งตามมูลค่าความสุขทางใจที่มอบให้ เพื่อสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งสำหรับนำไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ
สรุป
เทรนด์ Everyday Premium ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคยุคใหม่ ในภาวะที่ตลาดแบ่งออกเป็นสองขั้ว ชัยชนะของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การตัดราคาลงไปแข่งในสงครามราคา แต่คือการกล้าเปลี่ยนสินค้าธรรมดาในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน
เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

