พาไปดู 7 อาณาจักรซูชิสายพานระดับโลก ที่ผลักดันมูลค่าตลาดโตทะลุ 170,000 ล้านบาท เหลือเจ้าไหนที่ยังไม่มาไทยบ้าง?
ภาพปรากฏการณ์ฝูงชนที่หลั่งไหลไปต่อคิวรอรับประทานอาหารในวัน Grand Opening ของ ‘Kaiten Sushi Ginza Onodera’ สาขาแรกในประเทศไทย ณ centralwOrld โดย Maguro Group ทำให้เกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “ถ้าคุณเห็นร้านไหนคนมุงเยอะๆ ในห้างสรรพสินค้า ยุคนี้นั่นอาจจะเป็นร้านซูชิสายพานแบรนด์ใหม่”
เพราะ ซูชิสายพาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่รูปแบบการเสิร์ฟอาหาร แต่กำลังเป็นเทรนด์หลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร้านอาหารญี่ปุ่นในระดับสากล รวมถึงในประเทศไทย มันเปรียบได้ดั่งการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของวงการ Food & Beverage ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการบริโภคอาหารนอกบ้านทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง
มูลค่า ‘เค้กซูชิ’ ระดับโลก จากอาหารพื้นเมืองสู่ขุมทรัพย์หมื่นล้าน
อุตสาหกรรมร้านอาหารซูชิระดับโลก กลายเป็นเซกเมนต์ที่มีพลวัตสูงสุดในโลกธุรกิจอาหาร จากแต่เดิมที่เป็นเพียงธุรกิจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
ข้อมูลจากรายงาน Sushi Restaurant Market โดย Dataintelo แสดงให้เห็นว่า ในปี 2025-2026 มูลค่าตลาดซูชิโลกถูกประเมินไว้สูงถึง 2.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.6 แสนล้านบาท) และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปแตะ 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.55 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 8.0%
อย่างไรก็ตาม ในบรรดารูปแบบร้านซูชิทั้งหมด ซูชิสายพาน คือส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตแรงและโดดเด่นที่สุด โดยครองสัดส่วนประมาณ 22.7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.73 แสนล้านบาท) ของตลาดซูชิรวม และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.1% ซึ่งสูงกว่าร้านซูชิแบบดั้งเดิมที่เติบโตเพียง 6.8% ต่อปี
แรงผลักดันหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการ “ความคุ้มค่า” ควบคู่ไปกับประสบการณ์ความบันเทิง และนวัตกรรมที่ทันสมัย ขณะที่ตลาดในประเทศญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัวเชิงโครงสร้างเนื่องจากวิกฤตประชากรลดลง แบรนด์ยักษ์ใหญ่จึงเริ่มเบนเข็มมารุกตลาดต่างประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกาเหนือ
เจาะลึก 7 อาณาจักรซูชิสายพาน จุดแข็ง นวัตกรรม และสถานะในไทย
1. Sushiro (ซูชิโร่) — พี่ใหญ่ผู้ครองบัลลังก์รายได้และข้อมูล
บริหารโดย FOOD & LIFE Companies Ltd. แบรนด์ Sushiro ถือเป็นเบอร์หนึ่งระดับโลกทั้งในแง่รายได้และจำนวนสาขา โดยในปี 2024 ทำรายได้รวมกว่า 79,000 ล้านบาท และมีสาขาทั่วโลกรวมทุกแบรนด์มากกว่า 1,231 แห่ง
- จุดแข็งและนวัตกรรม: บุกเบิกการใช้ IC Tag ใต้จานเพื่อควบคุมความสด จานจะถูกคัดออกจากสายพานอัตโนมัติหากวิ่งเกินระยะ 350 เมตร พร้อมกิมมิกจอสั่งอาหารดิจิทัลขนาดใหญ่ ‘Digiro’
- สถานะในไทย: เปิดบริการแล้ว ปัจจุบันมี 49 สาขา โดยทำรายได้ในปี 2025 ไปได้มากถึง 4,730 ล้านบาท กำไรสูงถึง 728 ล้านบาท (เติบโตขึ้น 97.51% จากปีก่อน)
2. Katsu Midori (คัตสึ มิโดริ) — จานหลายราคา ปลาชิ้นใหญ่
ได้รับยกย่องจากสื่อท่องเที่ยวว่าเป็นหนึ่งในร้าน ซูชิสายพาน ที่คุ้มค่าที่สุดในญี่ปุ่น บริหารในไทยโดย บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด
- จุดแข็งและนวัตกรรม: โดดเด่นด้วยซูชิหน้าปลาชิ้นใหญ่ เมนูหลากหลายกว่า 200 รายการ และช่วงเวลาทอง (Flash Sale) ประกาศขายเมนูพิเศษให้ฟีลเหมือนอยู่ตลาดปลา
- สถานะในไทย: เปิดบริการแล้ว ปัจจุบันมี 7 สาขา สร้างยอดขายในปี 2025 ได้สูงถึง 3,248 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 52% กวาดกำไรกว่า 328 ล้านบาท
3. Hama-Sushi (ฮามะ ซูชิ) — ผู้เติบโตด้วยพลังแห่งห่วงโซ่อุปทานยักษ์ใหญ่
แบรนด์ในเครือ Zensho Holdings กลุ่มธุรกิจอาหารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมีรายได้รวมระดับกลุ่มกว่า 1.03 ล้านล้านเยน และมีสาขาทั่วโลกรวมราว 750-790 แห่ง
- จุดแข็งและนวัตกรรม: เน้นราคาที่จับต้องง่ายที่สุด (เริ่มต้นจานละ 40 บาทในไทย) ใช้ระบบ Straight Line หรือรางส่งตรงถึงโต๊ะเพื่อลดขยะอาหาร พร้อมบริการโชยุคัดสรรพิเศษ 4 ชนิดบนโต๊ะ
- สถานะในไทย: เปิดบริการแล้ว โดยเลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรกในอาเซียน ประเดิมสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
4. Kura Sushi (คูระ ซูชิ) — ต้นตำรับความบันเทิงและครัว AI
แบรนด์ระดับตำนานที่เปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นเกม มีรายได้ในญี่ปุ่นราว 1.15 แสนล้านเยน (2.36 หมื่นล้านบาท) และในอเมริกาอีกกว่า 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- จุดแข็งและนวัตกรรม: กิมมิก Bikkura-Pon หยอดจานครบ 5 ใบสุ่มรับของรางวัล ใช้ฝาครอบ Mr. Fresh™ พร้อมเซ็นเซอร์ RFID และระบบครัว AI ปฏิวัติการทำงานหลังบ้าน
- สถานะในไทย: ยังไม่มีสาขาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากปัจจุบันเน้นการขยายตัวในตลาดสหรัฐอเมริกาและไต้หวันเป็นหลัก
5. Kappa Sushi (กัปปะ ซูชิ) — ผู้บุกเบิกระบบรถไฟ Shinkansen
อยู่ภายใต้เครือ Colowide Group ผู้เล่นรายสำคัญที่เน้นตลาด Fast-Casual สร้างรายได้ประมาณ 6.7 หมื่นล้านเยน (1.37 หมื่นล้านบาท) มีสาขาในญี่ปุ่นราว 450 แห่ง
- จุดแข็งและนวัตกรรม: ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี Shinkansen Express Lane รถไฟความเร็วสูงส่งอาหารตรงถึงโต๊ะ และแคมเปญบุฟเฟต์ดึงดูดกลุ่มครอบครัว
- สถานะในไทย: ยังไม่มีสาขา ปัจจุบันเน้นการรุกตลาดเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย
6. Genki Sushi (เก็นกิ ซูชิ) — จอมทัพแฟรนไชส์ข้ามชาติ
แบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการขยายตัวผ่านพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น สร้างรายได้ในญี่ปุ่นกว่า 3 หมื่นล้านเยน (6.15 พันล้านบาท) และแข็งแกร่งอย่างมากในต่างประเทศผ่านเครือข่าย Maxim’s Group
- จุดแข็งและนวัตกรรม: ใช้ระบบส่งอาหาร Kousoku Express Train ลดสัดส่วนพนักงานเสิร์ฟหน้าร้านอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Automation
- สถานะในไทย: เปิดให้บริการแล้ว ปักหมุดแลนด์มาร์กสำคัญ ณ centralwOrld ชั้น 5
7. Kaiten Sushi Ginza Onodera — ซูชิสายพานพรีเมียมน้องใหม่
ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ Onodera Group เจ้าแห่งการประมูลทูน่าอันดับ 1 ของโลก ณ ตลาดโทโยสุ นำเข้าไทยโดย Maguro Group
- จุดแข็งและนวัตกรรม: ยกระดับซูชิสายพานสู่มาตรฐานโอมากาเสะ ด้วยการใช้เนื้อปลาทูน่าเกรดประมูล และเทคนิค ‘Aka Shari’ (ข้าวซูชิสีแดงบ่มน้ำส้มสายชู) เสิร์ฟในราคาที่จับต้องได้
- สถานะในไทย: เปิดบริการแล้ว ประเดิมสาขาแรกอย่างยิ่งใหญ่ ณ centralwOrld ชั้น 7
ตารางเปรียบเทียบ 7 อาณาจักรซูชิสายพานระดับโลก
| แบรนด์ | บริษัทแม่ / ผู้บริหารในไทย | นวัตกรรมเด่น | สถานะในประเทศไทย |
| 1. Sushiro | FOOD & LIFE Companies | IC Tag คัดจานหมดอายุ, จอ Digiro | เปิดแล้ว (49 สาขา) |
| 2. Katsu Midori | เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป | ปลาชิ้นใหญ่, ช่วงเวลา Flash Sale | เปิดแล้ว (7 สาขา) |
| 3. Hama-Sushi | Zensho Holdings | รางส่งตรง Straight Line, โชยุ 4 ชนิด | เปิดแล้ว (เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า) |
| 4. Kura Sushi | Kura Sushi, Inc. | Bikkura-Pon, ฝา Mr. Fresh, ครัว AI | ยังไม่มี |
| 5. Kappa Sushi | Colowide Group | รถไฟ Shinkansen Express Lane | ยังไม่มี |
| 6. Genki Sushi | Maxim’s Group | Kousoku Express Train, Supply Chain | เปิดแล้ว (centralwOrld ชั้น 5) |
| 7. Ginza Onodera | Maguro Group | ทูน่าระดับประมูล, ข้าว Aka Shari | เปิดแล้ว (centralwOrld ชั้น 7) |
เทรนด์ซูชิสายพานบอกอะไรเรา? โอกาสทองหรือฟองสบู่ที่รอวันแตก
เบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ ซูชิสายพาน คือภาพของการปรับตัวเข้าหา Digital Transformation และ Automation การนำหุ่นยนต์และระบบ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างกิมมิก แต่เป็นเครื่องมือจำเป็นในการควบคุมต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นทั่วโลก
หากนำแนวคิด Product Life Cycle มาวิเคราะห์ จะพบความแตกต่างของสองตลาดอย่างชัดเจน:
- ประเทศญี่ปุ่น: ตลาดอยู่ในช่วงอิ่มตัว (Maturity Stage) ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต้องเร่งขยายฐานออกสู่ต่างประเทศ
- ประเทศไทย: ตลาดยังอยู่ในช่วงเติบโตสูง (Growth Stage) ผู้บริโภคให้การตอบรับอย่างคึกคักและพร้อมตั้งแถวต่อคิวเมื่อมีแบรนด์ใหม่เข้ามาปักหมุด
คำถามสำคัญทางธุรกิจที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกทยอยเข้ามารุกตลาดไทยจนครบ สมรภูมินี้จะกลายเป็น Red Ocean ที่ขับเคี่ยวกันด้วยสงครามราคา หรือจะวิวัฒนาการกลายเป็น New Normal ยั่งยืนที่ผสานงานคราฟต์ระดับพรีเมียมเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างลงตัว… เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
เขียนโดย: ธนพนธ์ หัสกรรัตน์


