‘Workplace Trends 2026’ เพราะชีวิตที่ดี ครบ จบทุกมิติ เริ่มได้ที่ทำงาน จากกรณีศึกษาของ One Bangkok กับการ Redefine มาตรฐานออฟฟิศในไทย และการตัดสินใจครั้งสำคัญในการย้ายสำนักงานของ Agoda

เทรนด์ของ Workplace ยุคใหม่ มาพร้อมกับคำถามใหญ่ที่ผู้บริหารหลายคนเจอเหมือนกัน นั่นคือ ออฟฟิศยังจำเป็นอยู่ไหม? และถ้าจำเป็น มันต้องเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร?
Gallup สถาบันวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กรที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เปิดเผยในรายงาน State of the Global Workplace 2025 ว่า Employee Engagement หรือความผูกพันและการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 21% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี
ขณะที่พนักงานถึง 41% รายงานว่ารู้สึกเครียดในแต่ละวัน และ 1 ใน 5 รู้สึกโดดเดี่ยวแม้จะอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงาน
ขณะที่ Deloitte บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก พบว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างมุมมองของผู้บริหารและพนักงาน โดย 90% ของผู้บริหารเชื่อว่าการเข้าทำงานในออฟฟิศมีผลดีต่อ Wellbeing ของพนักงาน แต่มีพนักงานเพียง 60% เท่านั้นที่เห็นด้วย
แล้วออฟฟิศยุคใหม่ต้องเป็นอย่างไร?
คำตอบคือออฟฟิศต้องมี 3 คุณสมบัติ ได้แก่ หนึ่ง ต้อง มอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานที่บ้าน สอง ต้องส่งเสริม Wellbeing ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และสาม ต้องออกแบบให้คนได้เชื่อมต่อกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่มานั่งรวมกันในตึกเดียว
แต่ในประเทศไทย เรามีอาคารสำนักงานคุณภาพสูงมากมาย แต่อาคารส่วนใหญ่ยังคงเป็น ‘Standalone Office Building’ หรือตึกสำนักงานที่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว
One Bangkok กำลังเปลี่ยนภาพนี้ ด้วยแนวคิดที่มากกว่าการสร้าง ‘ตึกสำนักงาน’ แต่สร้าง ‘เมือง’ ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว พื้นที่สำนักงานกว่า 500,000 ตารางเมตรใน 5 อาคาร ผสานเข้ากับรีเทล โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ เรสซิเดนซ์ พื้นที่จัดงาน สวนสาธารณะ และพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม ทั้งหมดเกิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 108 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ
เพื่อตอบโจทย์ Workplace ยุคใหม่ ตั้งแต่ Connectivity ที่เชื่อมต่อทั้ง BTS, MRTและรถยนต์ส่วนตัว, Smart Building ที่เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตในการทำงานสะดวกสบายในทุกมิติ, ในด้าน Health & Well-being ทาง One Bangkok เอง ก็สามารถยกระดับสุขภาพของคนทำงาน ไปจนถึง Community Hub ที่ออกแบบให้คนได้เชื่อมต่อกันจริง ๆ
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าแนวคิดนี้ใช้ได้จริง คือการตัดสินใจของ
Agoda ผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ที่ย้ายสำนักงานในประเทศไทยมายัง One Bangkok ด้วยพื้นที่กว่า 26,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 7 ชั้นเต็มในเฟสแรก รองรับพนักงานกว่า 4,000 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ และเป็นการย้ายครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี โดยย้ายเข้ามาอยู่แล้วอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2569
การตัดสินใจขนาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ มันสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมองหาอะไรจาก Workplace ยุคใหม่ และทำไม One Bangkok ถึงตอบโจทย์
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 3 ประเด็นสำคัญ
- ประเด็นแรก คือ Workplace Trends 2026 ที่ผู้บริหารต้องรู้
- ประเด็นที่สอง คือ One Bangkok กับการ Redefine มาตรฐานออฟฟิศในไทย
- ประเด็นที่สาม คือ กรณีศึกษาจาก Agoda
สำหรับผู้บริหารที่กำลังทบทวนกลยุทธ์ด้าน Workplace และกำลังมองหาพื้นที่ทำงานใหม่ เนื้อหาต่อจากนี้ จะช่วยให้คุณตั้งคำถามที่ถูกต้องกับออฟฟิศของตัวเองมากขึ้นได้จริง

[ ‘Workplace Trends 2026’ 3 ปัจจัย ที่ทำให้ออฟฟิศยุคใหม่ ประสบความสำเร็จ ]
“การบังคับให้พนักงานกลับมาออฟฟิศ จะไม่แก้ปัญหาความโดดเดี่ยวในที่ทำงาน และอาจทำให้ความโดดเดี่ยวนั้นแย่ลงด้วยซ้ำ” นี่คือข้อสรุปจากรายงานของ Gartner หนึ่งในสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก ที่ทำให้ผู้บริหารหลายองค์กรต้องหยุดคิดทบทวน
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายบริษัทพยายาม ‘ดึง’ พนักงานกลับออฟฟิศด้วยนโยบาย Return-to-Office (RTO) ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
[Workplace Trends 2026 : เมื่อ ‘การมาออฟฟิศ’ ไม่เท่ากับ ‘การทำงานที่ดี’]
ข้อมูลจาก Gallup ในรายงาน State of the Global Workplace 2025 ชี้ให้เห็นว่า อัตรา Employee Engagement (ความผูกพัน การมีส่วนร่วม และความมุ่งมั่นทุ่มเทของพนักงานที่มีต่องานและองค์กร) ทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 21% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่พนักงานถึง 41% รายงานว่ารู้สึกเครียดในแต่ละวัน และนอกจากนั้น 1 ใน 5 รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว
ที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบการทำงาน พนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid กลับมี Engagement สูงที่สุดอยู่ที่ 35% ตามด้วย Remote 33% ขณะที่พนักงานที่ทำงาน On-site เต็มเวลากลับมี engagement เพียง 27%
ตัวเลขเหล่านี้บอกว่า ‘การอยู่ในออฟฟิศ’ ไม่ได้เท่ากับการมีส่วนร่วม และความใกล้ชิดทางกายภาพของพนักงาน ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเชื่อมโยงถึงกันและกัน
Gartner ยืนยันประเด็นนี้ด้วยข้อมูลที่ว่า พนักงาน On-site รู้สึกพึงพอใจกับปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงานน้อยกว่าพนักงาน Hybrid หรือ Remote มาตลอดตั้งแต่ปี 2021
แล้วอะไรคือคำตอบของออฟฟิศยุคใหม่?
[3 บทเรียนสำคัญจาก Research ระดับโลก]
จากข้อมูลของ Gallup, Gartner และ Deloitte สามารถสรุปได้ว่ามี 3 ปัจจัยที่ทำให้ออฟฟิศยุคใหม่ประสบความสำเร็จ
1️⃣ Experience สำคัญกว่า Attendance
Gallup พบว่า 38% ของพนักงานทั่วโลกต้องการให้ประสบการณ์ในออฟฟิศดีขึ้น และ 76% บอกว่า work-life balance คือประโยชน์สูงสุดที่พวกเขาต้องการจากการทำงานแบบยืดหยุ่น นั่นหมายความว่าออฟฟิศยุคใหม่ต้อง ‘คุ้มค่าการเดินทาง’ และต้องมอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานที่บ้าน
2️⃣ Wellbeing คือหัวใจของ Productivity
งานวิจัยจาก Harvard และ Human Spaces Report พบว่าออฟฟิศที่มีคุณภาพอากาศดี และแสงธรรมชาติเพียงพอสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 47% ขณะที่การออกแบบแบบ Biophilic ที่นำธรรมชาติเข้ามาในพื้นที่ทำงานช่วยเพิ่ม Wellbeing ได้ 15%
ในขณะที่ Deloitte เสริมว่า ทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนด้าน Mental health interventions ให้ผลตอบแทนถึง 4 ดอลลาร์จากการลดอัตราการขาดงานจากพนักงาน และลด Turnover
3️⃣ แค่ให้คนมานั่งรวมกันในตึกเดียวไม่พอ ต้อง ‘ออกแบบให้คนได้เจอกันจริง ๆ’ ด้วย
Gartner ระบุว่า การออกแบบพื้นที่ทำงานที่ ‘เอาคนเป็นศูนย์กลาง’ คือมีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นตามความต้องการ มีมุมที่ส่งเสริมให้คนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และมีผู้นำที่เข้าใจลูกทีม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 54% พูดง่าย ๆ คือ แค่ให้คนมานั่งรวมกันในตึกเดียวไม่พอ ต้อง ‘ออกแบบให้คนได้เจอกันจริง ๆ’ ด้วย
กลับมาที่ประเทศไทย ต้องยอมรับว่าเรามีอาคารสำนักงานคุณภาพสูงมากมาย
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป อาคารส่วนใหญ่ยังคงเป็น ‘Standalone Office Building’ — หรือตึกสำนักงานที่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเป็นที่ทำงาน
พนักงานต้องออกไปหาอาหารกลางวันนอกตึก ต้องหา Gym ต้องหาคาเฟ่นั่งพักผ่อน ต้องเดินทางไปทำธุระต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างแยกส่วนกัน
ในยุคที่ Research ระดับโลกบอกว่าออฟฟิศต้องมอบ ‘ประสบการณ์แบบครบ จบ’ และต้อง ‘คุ้มค่า’ คำถามคือ มีโครงการไหนในไทยที่ตอบโจทย์นี้ได้จริง?

[One Bangkok เมื่อ ‘ออฟฟิศ’ กลายเป็น ‘เมือง’]
One Bangkok เข้ามาในตลาดด้วยแนวคิดที่ไม่ใช่แค่สร้างตึกสำนักงาน แต่สร้าง ‘เมือง’ ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว โดยโครงการนี้ผสานพื้นที่สำนักงานกว่า 500,000 ตารางเมตรใน 5 อาคาร เข้ากับ รีเทล โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ เรสซิเดนซ์ อาคารอเนกประสงค์สำหรับจัดงาน พื้นที่เปิดโล่ง สวนสาธารณะร รวมถึงพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรม บนพื้นที่กว่า 108 ไร่ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง
[Connectivity ในวันที่การเดินทางไม่ใช่อุปสรรค]
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำงานในเมืองคือการเดินทาง พนักงานหลายคนเสียเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมงบนท้องถนน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ work-life balance และ wellbeing
One Bangkok แก้ปัญหานี้ด้วยการเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่ครบครัน ทั้ง MRT ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีลุมพินี หรือจะเป็น BTS ที่สามารถเดินทางมาลงสถานีเพลินจิต และมี EV Shuttle Service รอรับ – ส่ง สำหรับคนที่ใช้รถส่วนตัว ทางโครงการยังมีที่จอดรถรองรับกว่า 6,000 คัน พร้อมระบบนำทางอัจฉริยะที่บอกตำแหน่งที่จอดว่างแบบ real-time
การเดินทางที่สะดวกไม่ว่าจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือรถส่วนตัว พร้อมมีทางเข้าออกรอบโครงการถึง 6 จุด ซึ่งรวมถึงทางเชื่อมตัดตรงเข้าสู่ทางด่วนนั้น ทำให้ One Bangkok กลายเป็นทำเลที่ ‘เข้าถึงได้’ สำหรับพนักงานจากทุกทิศทางของกรุงเทพฯ
[Street-to-Seat Experience ประสบการณ์ที่ไม่หยุดแค่หน้าตึก]
แนวคิดนี้ว่า ‘Street-to-Seat Experience’ หรือการออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงโต๊ะทำงาน
ที่ One Bangkok พนักงานไม่ต้องออกไปไหนไกลเพื่อใช้ชีวิต ลงมาจากออฟฟิศก็เจอร้านอาหารหลากหลายในโซน Retail สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่สีเขียวไว้พักผ่อน และใกล้ชิดธรรมชาติ ก็มีพื้นที่สีเขียวกว่า 50 ไร่รอให้สำรวจ อยากนั่งทำงานท่ามกลางธรรมชาติก็มี Free WiFi ครอบคลุมทั้งโครงการ
พื้นที่สีเขียวถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริง มีทางเดินร่มไม้ยาวกว่า 5 กิโลเมตร มีมุมนั่งพักผ่อน มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ตอบโจทย์ที่ research บอกว่าช่วยเพิ่ม wellbeing ได้ 15%
[Smart Building เทคโนโลยีที่ ‘มองไม่เห็น’ แต่ ‘รู้สึกได้’]
One Bangkok ได้รับการรับรองมาตรฐาน WiredScore Platinum สำหรับความสามารถเป็นเลิศในการเชื่อมต่อระบบดิจิทัล และ SmartScore Platinum นำเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูงมาใช้เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ทั้งโครงการได้รับการรับรองในระดับ Neighborhood เป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยืนยันถึงสมรรถนะด้านการเชื่อมต่อดิจิทัลที่เหนือกว่า พร้อมระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน ที่สะดวก ปลอดภัย พร้อมรองรับทั้งปัจจุบันและอนาคต
พนักงานประจำสามารถใช้ One Bangkok App ร่วมกับ Face Scan เพื่อเข้าตึกโดยไม่ต้องแลกบัตร สามารถจองลิฟต์ล่วงหน้าผ่านแอป โดยระบบจะบอกให้ไปขึ้นลิฟต์ตัวไหน ลดเวลารอคอยในช่วงเช้าที่คนเยอะ
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ App จอง Amenity ภายในอาคาร อย่างเช่น ห้องประชุม, ห้อง Golf Simulator, ห้องคาราโอเกะ หรือมุมผ่อนคลายได้ ส่วนในศูนย์การค้า ก็สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นจากร้านค้า และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในโครงการด้วย
ถ้าเกิดอยากเช็คคุณภาพอากาศในตึก? เปิดแอปดูได้เลย จะหาที่จอดรถ? แอปบอกตำแหน่งที่ว่าง จะนัดประชุมกับคนนอกและส่ง Visitor Pass ให้ล่วงหน้า? ก็แอปเดียวกัน โดย Visitor จะได้รับ QR Code ทางอีเมลเพื่อเข้าพื้นที่ได้สะดวก
โครงการยังติดตั้ง sensor และจุดควบคุมมากกว่า 250,000 ตัว ทั่วทั้งโครงการ เพื่อเก็บข้อมูลและปรับระบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมแบบ real-time ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่าง อุณหภูมิ หรือคุณภาพอากาศ
[Wellbeing Infrastructure กับการออกแบบเพื่อสุขภาพตั้งแต่ต้น]
คุณภาพอากาศและแสงธรรมชาติส่งผลต่อ performance ถึง 47% One Bangkok ตอบโจทย์นี้ด้วยระบบ Premium Air Filter ที่ประกอบด้วยแผ่นกรอง 2 ชั้นร่วมกับเทคโนโลยีฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV และดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่อาคารสูงกว่ามาตรฐานสากลถึง 30%
ระบบนี้เทียบเท่าเกรดโรงพยาบาล และมีรายงานจากผู้เช่าว่าพนักงานที่เป็นโรคภูมิแพ้มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังย้ายเข้ามา บางคนถึงกับบอกว่าอากาศในตึกบริสุทธิ์กว่าข้างนอก โดยเฉพาะในช่วงที่ PM 2.5 สูง ที่สำคัญคือองค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งเอง เพราะระบบของอาคารทำหน้าที่นี้อยู่แล้.
[Sustainability ที่เป็นมากกว่าภาพลักษณ์]
One Bangkok เป็นโครงการแรกในไทยที่มีรูปแบบการเช่าพื้นที่สำนักงานแบบ Green Lease โดยร่วมกันกับผู้เช่าในการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน และแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ช่วยให้บริษัทที่ต้องรายงาน ESG สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้โดยตรง
นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการรับรอง LEED for Neighborhood Development (LEED-ND) ระดับ Platinum เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
[Community Hub พื้นที่ที่ทำให้ ‘อยู่ใกล้กัน’ กลายเป็น ‘เชื่อมโยงถึงกัน’]
เพราะการเลือกออฟฟิศก็เหมือนการเลือกโรงเรียนให้ลูก เราอยากให้องค์กรอยู่ท่ามกลางสังคมที่ดี One Bangkok ตอบโจทย์นี้ด้วยการเตรียมเปิด Community Hub พื้นที่เฉพาะสำหรับคนทำงานในอาคารสำนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องสำหรับ community อย่าง Sunset Yoga, Running Club, Movie Club และ Workshop ต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรม Networking สำหรับผู้บริหารระดับ C-Level จากบริษัทต่าง ๆ

[ มอง One Bangkok ผ่านกรณีศึกษา ทำไม Agoda ถึงเลือก One Bangkok เป็นสถานที่ทำงานใหม่ ]
Agoda ผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลกย้ายสำนักงานในประเทศไทย มายัง One Bangkok ด้วยพื้นที่กว่า 26,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 7 ชั้นเต็มในเฟสแรก ของ อาคาร วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ รองรับพนักงานกว่า 4,000 คน โดยเป็นการย้ายครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งย้ายอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2569
การตัดสินใจขนาดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน และจะเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี
[ Deep Dive สิ่งที่ทำให้ One Bangkok ตอบโจทย์ Agoda]
Build-to-Suit ที่คิดเผื่อผู้เช่า สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้เช่า โดย อาคาร วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ เป็นหนึ่งในอาคารที่มี Floorplate ขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ประมาณ 3,500 ตารางเมตรต่อชั้น ออกแบบแบบ Column-free ที่เสาทั้งหมดอยู่รอบนอก ทำให้ใช้พื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพ
ที่สำคัญคือมีการเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับเจาะช่องบันไดเชื่อมชั้น โดยงานระบบถูกวางหลบไว้แล้วตั้งแต่ตอนออกแบบ Agoda จึงสามารถเชื่อม 7 ชั้นให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร
รวมถึงการได้อยู่ร่วมกับ BMW, Estée Lauder, EY Thailand, Baker McKenzie , บริษัทหลักทรัพย์ KGI, HSBC
อาจเปิดโอกาสทางธุรกิจที่หาไม่ได้จากออฟฟิศทั่วไป นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Network Effect ยิ่งมีบริษัทดี ๆ มาอยู่รวมกันมากเท่าไหร่ มูลค่าของการอยู่ที่นั่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
[One Bangkok = The Future of Workplace]
ถ้าดูจาก Research ระดับโลก ออฟฟิศแห่งอนาคตต้องมีคุณสมบัติหลายอย่าง ต้องมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าการเดินทาง ต้องส่งเสริม Wellbeing ต้องออกแบบให้เกิด Collaboration และต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ที่ใหญ่กว่าตัวเอง
จากโจทย์นี้ One Bangkok คือคำตอบแรกในตลาดไทยที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้ครบ ในการเป็น ‘Workplace Ecosystem’ ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว
สำหรับผู้บริหารที่กำลังทบทวนกลยุทธ์ด้าน Workplace บทเรียนจาก Research ระดับโลกและการตัดสินใจของ Agoda อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตั้งคำถามว่า ออฟฟิศของเรา ต้องทำหน้าที่อะไร? และพร้อมสำหรับอนาคตแค่ไหน?
เพราะในที่สุดแล้ว การเลือก Workplace ไม่ใช่แค่เรื่องค่าเช่าต่อตารางเมตร แต่คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการดึงดูดและรักษาคนเก่ง ประสิทธิภาพการทำงาน และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
และนี่คือการตัดสินใจที่อยู่กับองค์กรไปอีก 5-10 ปี องค์กรที่เลือก Workplace ที่พร้อมสำหรับอนาคตตั้งแต่วันนี้ จะไม่ต้องไล่ตามการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า แต่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาตต

