Type to search

เอสซีจี เปลี่ยน 7.6 ล้านล้านบาท “สินค้าทุนนำเข้า” ให้กลายเป็นโอกาสของ SMEs ไทย

March 12, 2026 By Pakanut Tariyawong

ทุกปี ประเทศไทยใช้เงิน 7.6 ล้านล้านบาท นำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ ตั้งแต่เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์และก๊าซธรรมชาติ เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลออกนอกประเทศปีแล้วปีเล่า โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “แล้วเราผลิตเองได้บ้างไหม?”

คำถามนี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก และผู้ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามนี้ไม่ใช่ภาครัฐ แต่เป็น เอสซีจี Conglomerate อุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของไทย 

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เอสซีจีจัดงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน…SMART INDUSTRY” ผนึกเครือข่ายภาคเอกชนและดึงภาครัฐระดับรองนายกรัฐมนตรีมาร่วมบนเวทีเดียวกัน

นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ โดยวางจุดยืนชัดเจนว่าภาคเอกชนต้องเป็น “ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” (Be a Part of the Solution) ไม่ใช่แค่รอรับนโยบายจากภาครัฐ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่เอสซีจีเลือกจะ “เป็นเจ้าภาพ” ในการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนเทรนด์สำคัญของธุรกิจยุคใหม่ — การที่องค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าอีกต่อไป แต่แข่งกันสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ดึงผู้เล่นทุกระดับเข้ามาเติบโตร่วมกัน

ตัวเลข 7.6 ล้านล้านบาท ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในปัญหา

หัวใจของกลยุทธ์ที่เอสซีจีนำเสนอในงานครั้งนี้ คือการมองว่าสินค้าทุนนำเข้ามูลค่า 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี ไม่ใช่แค่ “ปัญหาดุลการค้า” แต่คือ “โอกาสมหาศาล” ที่รอการปลดล็อก

หากอุตสาหกรรมไทยสามารถผลิตทดแทนได้เพียง 30-50% ของสินค้าทุนที่นำเข้า จะสร้างมูลค่าราว 2-4 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10-20% ของ GDP ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลขในสไลด์ แต่หมายถึงเงินที่จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ SMEs ไทยโดยตรง

มุมมองนี้สอดคล้องกับกระแส Re-industrialization ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาที่ออก CHIPS Act ดึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับประเทศ ไปจนถึงอินเดียที่ใช้นโยบาย Make in India ผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เอสซีจีกำลังเสนอว่าประเทศไทยก็ต้องมี “เกมของตัวเอง” ในสนามนี้

กลยุทธ์ 5 SMART พิมพ์เขียวที่ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี

ยุทธศาสตร์ที่เอสซีจีนำเสนอไม่ได้เน้นแค่เรื่อง Digital Transformation แต่ครอบคลุมทุกมิติของการทำธุรกิจผ่านกลยุทธ์ 5 SMART ได้แก่ Smart Industry ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2 เท่า, Smart Market ที่เน้นสร้างตลาดในประเทศควบคู่กับขยายตลาดต่างประเทศ, Smart Funding ที่สนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการเปลี่ยนผ่าน, Smart & Green Infrastructure ที่ส่งเสริมการลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ และ Smart Government ที่ผลักดันระบบราชการให้เร็ว สะดวก โปร่งใส

สิ่งที่น่าจับตาคือ ‘พลัส’ ที่ต่อท้ายกลยุทธ์ 5 SMART นั่นคือ PPPP Model (Public Private People Partnership) ซึ่งต่างจากโมเดล PPP แบบเดิมที่คุ้นเคย ตรงที่เพิ่ม “People” หรือภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการ โดยวางหลักการว่า ภาครัฐกำหนดแนวทาง เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน และประชาชนต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์

โมเดลนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่มีต้นแบบจริงแล้วคือ “สระบุรีโมเดล” ที่เอสซีจีร่วมขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ และกำลังถูกเสนอให้ยกระดับเป็น Thailand Model เพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ

“3 ทุน” ที่ประเทศไทยต้องสร้าง เกมยาวที่มากกว่าตัวเลข GDP

นอกจากกลยุทธ์ระยะสั้น เอสซีจียังนำเสนอแนวคิดการสร้าง “3 ทุน” เพื่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ทุนแรกคือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่เอกชนต้องเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง — ไม่ใช่ปล่อยให้สถาบันการศึกษาผลิตคนออกมาแล้วค่อยมาฝึกใหม่

ทุนที่สองคือ ทุนข้อมูล (Information Capital) ที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทุกมิติในระดับชาติ เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบ

ทุนที่สามคือ ทุนองค์กร (Organization Capital) ที่เน้นการขับเคลื่อนนโยบายด้วยวัฒนธรรมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

แนวคิดเรื่อง 3 ทุนนี้สะท้อนว่า เอสซีจีมองเกมไกลกว่าแค่การเพิ่ม GDP ในไตรมาสถัดไป แต่กำลังวางรากฐานให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

Resilience ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด

อีกมิติหนึ่งที่เอสซีจีชูขึ้นมาอย่างชัดเจนคือเรื่อง Resilience หรือความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สงครามการค้าปะทุได้ทุกเมื่อ และ Supply Chain ทั่วโลกยังคงเปราะบาง

การผลิตสินค้าทุนในประเทศได้ 30-50% ของที่นำเข้า จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการรับมือวิกฤตระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่เอสซีจีไม่ได้นำเสนอ SMART INDUSTRY ในฐานะ “โอกาสทางธุรกิจ” เพียงอย่างเดียว แต่ยังวางตำแหน่งให้เป็น “เกราะป้องกัน” ของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

เอสซีจีกำลังบอกอะไรเราผ่าน SMART INDUSTRY?

เป้าหมายที่เอสซีจีตั้งไว้ไม่เล็ก — เพิ่ม Productivity และ GDP ของประเทศให้โตขึ้น 2 เท่า และเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs จาก 35% เป็น 50% หากทำได้จริง นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ “สัญญาณ” ที่เอสซีจีส่งออกมาผ่านงานนี้ นั่นคือการที่ Conglomerate ยักษ์ใหญ่เลือกจะไม่แข่งขันคนเดียว แต่ลุกขึ้นมาสร้างระบบนิเวศที่ดึง SMEs เข้ามาเติบโตร่วมกัน — เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่ผู้ที่ใหญ่ที่สุด แต่คือผู้ที่สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุด

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ขึ้นเวทีร่วมในวันนั้น คือหลักฐานว่าภาครัฐก็เห็นตรงกัน คำถามที่เหลือคือ — ความร่วมมือครั้งนี้จะแปรเปลี่ยนจากเวทีสัมมนาไปสู่การลงมือทำจริงได้เร็วแค่ไหน?

ในวันที่สินค้าทุนนำเข้า 7.6 ล้านล้านบาทยังคงไหลออกนอกประเทศทุกปี ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่ลงมือทำ คือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ประเทศไทยจ่ายไปแล้วโดยไม่รู้ตัว