หากย้อนกลับไปในยุคที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึง ‘การสร้างแบรนด์’ ภาพที่ฉายชัดในความทรงจำของนักการตลาดมักเป็นภาพของการสร้างกระแสไวรัลพลุแตก หรือความหวือหวาชั่วข้ามคืน เพื่อดึงดูดความสนใจให้มากที่สุด นั่นคือยุคที่แบรนด์ส่งออก ‘กระแส’
แต่ในปี 2569 ภาพตัดมาที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคมีความฉลาดและสามารถมองทะลุกลยุทธ์การตลาดตื้นๆ ได้หมดแล้ว เรากลับเห็นว่าแบรนด์ที่รอดไม่ใช่แบรนด์ที่เต้นตามเทรนด์ตลอดเวลา แต่คือแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อแท้ และล่าสุดคือกรณีศึกษาของ ‘Lip it’ แบรนด์ลิปบำรุงริมฝีปากของคุณนัท นิสามณี เลิศวรพงศ์ ที่สามารถทำยอดขายแตะ 500 ล้านบาทได้ในเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น
นี่คือกรณีศึกษาที่สะท้อนเทรนด์การตลาด เรียกว่า ‘Substance-Driven Brand’ หรือแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อแท้ ซึ่งเข้ามาแทนที่ยุคของการใช้ความหวือหวานำเสนอการตลาด แบรนด์ที่จะทำยอดขายทะลุเป้าได้อย่างยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนด้วยแก่นแท้และจุดยืนของตัวเองเท่านั้น
💄 [ 3 เทรนด์ย่อยของ Substance-Driven ที่เห็นชัดผ่านแบรนด์ Lip it ]
ความสำเร็จมหาศาลของ Lip it เกิดจากแนวคิดการสร้างแบรนด์ผ่านบทเรียน 3 ข้อที่คุณนัท นิสามณี ได้เปิดเผยไว้ผ่านอินสตาแกรม ‘lipit.official’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงกับเทรนด์ย่อยของ Substance-Driven
1️⃣ Core-Centric การตลาดยึดแก่น สวนกระแสฉาบฉวย: ในปี 2569 ที่วงจรชีวิตของเทรนด์สั้นลงเรื่อยๆ แบรนด์มักตกหลุมพรางของการวิ่งตามกระแสจนเหนื่อยล้า บทเรียนจาก Lip it ชี้ให้เห็นว่า อย่าทำเพียงเพราะตลาดอยากได้
สำหรับการไม่ยึดติดกับเทรนด์ ไม่ใช่การปฏิเสธโลก แต่คือการเลือกหยิบเฉพาะเทรนด์ที่ตรงกับจุดยืนของแบรนด์มาใช้เท่านั้น เพราะเมื่อคุณเสียจุดยืน ลูกค้าจะเกิดคำถามต่อแบรนด์ทันที ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายและความเชื่อใจ แบรนด์ที่รอดในยุคนี้จึงเป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนแข็งแรงพอที่จะทำให้ลูกค้าตอบตัวเองได้ ท่ามกลางสินค้าตามกระแสนับพัน
2️⃣ Relational Commerce คอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วยความผูกพัน: ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI ทำให้การผลิตของดีเป็นเรื่องง่ายและใครๆ ก็ทำได้ การมีของดีจึงไม่ใช่สิ่งที่จะการันตียอดขายได้เสมอไป
เทรนด์ในตอนนี้แบรนด์จะต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้ขาย ให้กลายเป็น ‘เพื่อนที่รู้ใจ’ สิ่งสำคัญคือการใช้ Storytelling หรือการเล่าเรื่องที่จริงใจ จะช่วยให้สินค้าที่ดีของเราได้รับการมองเห็นมากยิ่งขึ้น เพราะยุคนี้ความเชื่อที่ว่า “ของดียังไงก็มีคนใช้” นั้่นไม่สามารถยึดถือได้อีกต่อไป
3️⃣ Always-On Trust สร้างความเชื่อใจแบบสม่ำเสมอ: หมดยุคของการสร้างไวรัลแบบพลุแตกแล้วหายไป เพราะเทรนด์ในปัจจุบันคือการสร้างยอดขายผ่านความเชื่อใจ ความหวือหวาไม่สามารถสู้ความสม่ำเสมอได้
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ Lip it โฟกัสไปที่ Pain Point หรือปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่ขาดความมั่นใจเรื่องริมฝีปาก เพื่อช่วยให้พวกเขามีริมฝีปากที่ดีขึ้น ดังนั้น เจ้าของแบรนด์ต้องหมั่นพูดถึงอยู่เสมอว่าสินค้าของเราดีอย่างไร การตอกย้ำปัญหาซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ คือการทำ Trust Marketing ที่เปลี่ยนความสนใจชั่วคราวให้กลายเป็นยอดขายระดับร้อยล้านบาทได้อย่างยั่งยืน
💄 [ เมื่อความหวือหวาเสื่อมความนิยม แบรนด์ไทยจะยืนอยู่ตรงไหน? ]
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวความสำเร็จของ Lip it เป็นเพียงบทพิสูจน์ของมหากาพย์ Substance-Driven Brand เท่านั้น
สำหรับเจ้าของแบรนด์และผู้ประกอบการไทย นี่ไม่ใช่สัญญาณให้เลิกทำการตลาด แต่เป็นสัญญาณเตือนว่ายุคของการฉาบฉวยได้จบลงแล้ว การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันแค่ที่การสร้างกระแสชั่วข้ามคืน แต่วัดกันที่ว่าใครมี ‘เนื้อแท้’ ที่เข้าใจปัญหาของลูกค้าได้ลึกซึ้งกว่ากัน
เพราะเมื่อผู้บริโภคมองทะลุกลยุทธ์ตื้นๆ หมดแล้ว ผู้ที่จะอยู่รอดได้ คือผู้ที่สร้างคุณค่าและจุดยืนที่ชัดเจน… ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเพื่อนที่รู้ใจลูกค้า หรือการตอกย้ำคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่การตลาดแบบผิวเผินไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เลย
โดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
Sources: https://www.instagram.com/lipit.official/
https://www.instagram.com/p/DU5bEAYgVQb
https://www.facebook.com/Lipitofficial/?locale=th_TH
https://www.bluntagency.com/insights/does-your-brand-lack-substance


