“ยืน-สร้าง-กว้าง-ไกล-มั่น” 5 เสาหลักของธุรกิจแห่งโลกใหม่ : ถอดรหัส ‘Future You’ สู่คู่มือปรับตัวของธุรกิจยุค AI

“ประเทศที่ก้าวหน้าไม่ใช่ประเทศที่ทำทุกอย่างเก่ง เพราะทรัพยากรมีจำกัด” คุณต้นสน – ดร.สันติธาร เสถียรไทย เขียนไว้ในหนังสือ Future You “แต่คือประเทศที่ ‘รู้ชัด’ ว่าตัวเองจะยืนตรงไหนบนเวทีโลก”
คุณต้นสนได้สะท้อนภาพการปรับตัวระดับมหภาคของประเทศไว้อย่างน่าสนใจ การจะ “รู้ชัด” และปักธงสู่อนาคตได้ ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก นั่นคือ “รู้เธอ” “รู้เขา” และ “รู้เรา”
คุณต้นสนเรียกการรู้ชัดนี้ว่าการ “ปักธง” หรือการ “เลือกธีม” รู้เธอว่าโลกต้องการอะไร รู้เขาว่ามีใครเป็นคู่แข่ง และรู้เราว่าอะไรคือจุดแข็งที่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ
เมื่อหาจุดตัดของทั้ง 3 สิ่งนี้เจอ เราจะรู้ว่าควรไปแข่งขันที่ไหน ชนะอย่างไร และไม่ต้องเหนื่อยวิ่งตามโลกตลอดเวลา เพราะเราสามารถ “วิ่งนำ” ได้ในเกมที่เราถนัด
เขาบอกว่า “เราไม่ต้องมัวแต่วิ่งตามโลก เพราะเราสามารถวิ่งนำได้ในบางเรื่องที่เราถนัด” พร้อมยกตัวอย่างธีมหนึ่งที่ไทยปักธงได้คือ “Longevity Economy” หรือ เศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนทุกช่วงอายุให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งทางกาย-ใจมากขึ้น เพราะเรามีต้นทุนเดิมทั้งการแพทย์ บริการ ท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรม ที่เชื่อมเข้ากับคลื่นนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อปักธงได้แล้ว คำถามถัดมาคือ “จะสร้างประเทศขึ้นมาอย่างไรให้ธีมนั้นเป็นจริง” และนี่คือที่มาของ “5 เสาใหม่” คือ “ยืน สร้าง กว้าง ไกล มั่น” ที่คุณต้นสนวางเป็นกรอบยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเลือกธีมชาติแบบไหน ทั้ง 5 เสานี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้
กรอบคิดนี้ทรงพลังในระดับประเทศ แต่คำถามที่ผู้นำองค์กรต้องคิดต่อคือ หากประเทศต้องตั้งอยู่บน “5 เสาหลัก” เพื่อยืนหยัดในโลกยุคใหม่ แล้ว “ธุรกิจ” ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจล่ะ ควรมีหน้าตาแบบไหนบน “5 เสาหลัก” ของโลกใหม่นี้?
1. ยืน — ยืนให้ถูกที่ในคลื่นเศรษฐกิจใหม่
คุณต้นสนเขียนไว้ว่า “ประเทศไทยต้องยืนถูกที่ในเวทีโลก เล่นถูกเกม โดยเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจใหม่ของโลก เช่น เศรษฐกิจเอไอ เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจอายุยืน”
ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่ “นวัตกรรมจากเศรษฐกิจใหม่สามารถนำมายกระดับอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งดั้งเดิมได้ เช่น ใช้เอไอมาเสริมพลังการแพทย์ เกษตร ท่องเที่ยว”
หลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับธุรกิจ
ธุรกิจที่จะโตในทศวรรษหน้าไม่ใช่ธุรกิจที่ทิ้งของเดิมเพื่อวิ่งตามเทรนด์ แต่คือธุรกิจที่ “ยืน” อยู่บนรากของตัวเอง แล้วใช้คลื่นใหม่มาเสริมพลัง เหมือนร้านอาหารไทยที่ใช้ AI จัดการสต๊อกและวิเคราะห์ลูกค้า หรือธุรกิจสปาที่ผสานนวัตกรรมสุขภาพเพื่อจับตลาดผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพหรือกลุ่มลูกค้าสูงวัยจากทั่วทุกมุมโลก
ความน่าสนใจคือคลื่นเหล่านี้ใหญ่กว่าที่เราคิดเอาไว้มาก McKinsey Global Institute ประเมินว่า Generative AI เพียงอย่างเดียวจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกปีละ 2.6–4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือมูลค่าเทียบเท่า GDP ของสหราชอาณาจักรทั้งประเทศ
หากธุรกิจใดยังมองว่า AI เป็นเรื่องที่รอให้ “พร้อม” ก่อนค่อยทำ ธุรกิจนั้นกำลังจะพลาดโอกาสในเกมนี้ไปอย่างถาวร
2. สร้าง — สร้างคุณค่า ไม่ใช่แค่มูลค่า
คุณต้นสนเขียนว่า “ยืนถูกที่ยังไม่พอ เพราะเราไม่ได้อยากเป็นแค่ทางผ่าน”
เขายกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราอยู่ในห่วงโซ่การผลิตแผงโซลาร์ แต่ส่วนประกอบทุกชิ้นนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์กับคนในประเทศจริงๆ ความสำเร็จต่อจากนี้ “ไม่ควรวัดแค่จีดีพีหรือเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องวัดจากจำนวนงานดีๆ ที่มีรายได้ดี มีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง และมีการพัฒนาทักษะ”
ในส่วนของธุรกิจก็เช่นกัน การวัดความสำเร็จด้วยยอดขายอย่างเดียวกำลังกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ธุรกิจแห่งโลกใหม่ต้องตอบได้ว่า ตัวเองสร้างงานแบบไหน พัฒนาคนอย่างไร และทิ้งคุณค่าอะไรไว้ในสังคม
การจะเติบโตอย่างยั่งยืน องค์กรต้องสร้างระบบนิเวศเพื่อพัฒนาบุคลากรใน 3 มิติ ได้แก่ การเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดทักษะระดับโลก, การเป็น “จรวด” ส่งเสริมคนเก่งในองค์กรไปสู่ระดับโลก, และการเป็น “สปริงบอร์ด” (Reskill/Upskill) ให้ทุกคนพร้อมรับอนาคต
Future of Jobs Report 2025 (จาก World Economic Forum) รายงานว่า 59% ของแรงงานทั่วโลกจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนทักษะใหม่ภายในปี 2030 และ 11% ในจำนวนนั้นมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการฝึก นั่นเท่ากับว่าคนกว่า 120 ล้านคนที่เสี่ยงตกขบวนคลื่นแรงงานที่เป็นที่ต้องการของอนาคต
ธุรกิจที่ลงทุนกับคนของตัวเองวันนี้ คือธุรกิจที่จะมีคนอยู่ด้วยในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นการยกระดับพนักงานของตัวเองให้เก่งขึ้นโดยไม่ตัดท่อส่งน้ำเลี้ยงตั้งแต่ต้นด้วยการใช้ AI แทนทุกอย่างและไม่พัฒนาคนไปด้วยพร้อมๆ กัน
3. กว้าง — มองออกไปไกลกว่าหน้าบ้าน
“สงครามการค้าและกำลังการผลิตที่ล้นตลาดในบางประเทศทำให้ตลาดเดิมๆ กลายเป็นน่านน้ำสีแดงที่แข่งขันสูงมาก” คุณต้นสนอธิบาย “ประเทศไทยจึงต้องมองออกไปให้กว้างขึ้น หาโอกาสใหม่ๆ เช่น ในอาเซียนและอินเดียที่จะกลายเป็นท็อป 5 เศรษฐกิจของโลก หรือตะวันออกกลางที่กำลังมาแรงจากการลงทุนมหาศาลด้านเอไอและเทคโนโลยี”
สิ่งที่น่าเรียนรู้คือ คุณต้นสนไม่ได้บอกแค่ว่า “ไป” อย่างเดียวแต่เสนอวิธีไปด้วย เขาพูดถึง “หน่วยวิเคราะห์ตลาดส่งออกเชิงลึก” หรือ Export Intelligence Unit ที่ต้องเจาะข้อมูลถึงระดับเมือง มลรัฐ วัฒนธรรมผู้บริโภค และ “ใครเป็นใคร” ในแต่ละตลาด ไม่ใช่แค่อ่านรายงานประเทศแบบผิวเผิน
ธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังพลาดตรงนี้ เรามักออกต่างประเทศด้วยกรอบคิดของการ “ก๊อปสูตรเดิมไปขายที่ใหม่” ทั้งที่ผู้บริโภคในเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย หรือซาอุฯ คิดไม่เหมือนกันเลย
ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ว่าอาเซียนจะกลายเป็นเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030 และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคจะทะลุ 560,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่หลายร้อยล้านคนที่รอธุรกิจซึ่งเข้าใจเขาจริงๆ ไม่ใช่ธุรกิจที่แค่แปลภาษาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเท่านั้น
คุณต้นสนยังเสนออีกไอเดียที่น่าสนใจคือ นโยบาย “พี่ช่วยน้อง” ที่ผู้เล่นรายใหญ่ช่วยพา SMEs บุกตลาดใหม่ ในระดับธุรกิจ แปลได้ว่าธุรกิจใหญ่ที่กล้าเปิดประตูให้พาร์ทเนอร์เล็กๆ เดินไปด้วยกัน จะสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงกว่าการไปคนเดียว (ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก)
4. ไกล — ลงทุนวันนี้เพื่อ 10 ตาข้างหน้า
เสาต้นนี้คุณต้นสนเขียนไว้สั้นๆ แต่โดนใจสุดๆ เขาบอกว่า “การทำยุทธศาสตร์ต้องมองให้ไกล อ่านเกมไม่ใช่แค่ตาต่อไป แต่ 10 ตาข้างหน้า และลงทุนตั้งแต่วันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้” เขาเตือนว่าทั้งหมดนี้ “จะเกิดขึ้นได้ยากหากเรายังมองแค่ผลระยะสั้น และขาดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ภาคเอกชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชนสามารถมองเห็นร่วมกัน”
ประโยคนี้แทนที่คำว่า “ประเทศ” ด้วย “ธุรกิจ” ก็ยังใช้ได้จริงเช่นกัน
จุดอ่อนของหลายองค์กรคือการถูกผูกมัดด้วยวัฒนธรรม “ผลประกอบการรายไตรมาส” ทำให้ลังเลที่จะจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการที่ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ทว่าสถิติจาก McKinsey ย้ำชัดว่า บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน AI มีโอกาสทำกระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2030 ขณะที่ผู้ตามอาจต้องเผชิญกับกระแสเงินสดที่หดตัวลงถึง 20%
ผู้นำธุรกิจจึงต้องกล้าตัดสินใจลงทุนใน 3 ด้านหลักอย่าง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, การพัฒนาบุคลากรรับยุค AI, และ R&D เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้กับองค์กร แม้ในระยะสั้นผลลัพธ์อาจจะไม่ได้สวยงามมากนักก็ตาม
5. มั่น — เป็นเกราะและตาข่ายให้ผู้คน
“หาก 4 เสาแรกเป็นแนวรุก เสานี้คือแนวรับสำคัญที่สร้างความมั่นคงทางมนุษย์ให้แก่คนในประเทศ” คุณต้นสนเขียนอธิบาย โดยแจกแจงไว้ 3 ด้าน คือ
“เกราะ” คือธรรมาภิบาลที่ป้องกันคอร์รัปชัน ทุนเทา และสแกมเมอร์
“ตาข่ายรองรับ” คนตัวเล็กที่ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะแรงงานและธุรกิจนอกระบบที่เผชิญหนี้ครัว
“ระบบเตือนภัย” ที่รับมือภัยพิบัติจากโลกร้อน “เพราะประเทศไทยมีการพึ่งพาธรรมชาติสูงและเปราะบางต่อภาวะโลกร้อนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”
เสานี้แหละที่เปลี่ยนบทบาทธุรกิจในยุคใหม่ที่สุด เพราะธุรกิจไม่ใช่แค่ผู้ขายอีกแล้ว แต่กลายเป็น “ที่พึ่ง” ของผู้คน รายงาน Edelman Trust Barometer 2025 (Edelman คือบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ชั้นนำระดับโลก) พบว่า 80% ของผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อใจแบรนด์ที่ตัวเองใช้มากกว่าที่เชื่อใจรัฐบาล สื่อ NGO หรือแม้แต่นายจ้างของตัวเอง
ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการให้แบรนด์ออกมาป่าวประกาศจุดยืนทางการเมืองโลก แต่พวกเขาต้องการ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเป็นธนาคารที่ช่วยจัดการการเงินยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ร้านกาแฟที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ หรือแอปพลิเคชันสุขภาพที่พึ่งพาได้ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากแบรนด์ที่นำเสนอสินค้า สู่แบรนด์ที่ “อยู่เคียงข้างชีวิต” ของผู้คน
สิ่งเหล่านี้คือธุรกิจที่ตอบโจทย์ “เสาที่ 5” ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
นี่จึงเป็นทั้งโอกาสและความรับผิดชอบที่หนักขึ้นพร้อมกัน เพราะธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจระดับนี้ ต้องไม่ทรยศมันด้วยการละเลยข้อมูลลูกค้า ใช้ AI อย่างไร้จริยธรรม หรือเงียบเฉยต่อวิกฤตที่ผู้คนกำลังเผชิญ
ตอนท้ายหนังสือ คุณต้นสนเขียนประโยคที่นักธุรกิจทุกคนควรขีดเส้นใต้เอาไว้เลยว่า
“อนาคตของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องของแผนบนกระดาษ แต่เป็นเรื่องของการกล้าจินตนาการอนาคตร่วมกัน และค่อยๆ ช่วยกันทำให้ภาพนั้นเป็นจริงทีละก้าวในบทบาทและพื้นที่ของแต่ละคน”
ประโยคนี้ใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทระดับมหาชนหรือร้านเล็กๆ ในตลาด ธุรกิจที่จะเติบโตในโลกใหม่คือธุรกิจที่กล้าฝันร่วมกับลูกค้า พนักงาน และสังคม แล้วลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ ทีละก้าว
ธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในโลกยุคใหม่ ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในสไลด์พรีเซนต์ของที่ประชุม แต่ขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจเล็กๆ ของทุกคนในองค์กร” ว่าจะยอมรับทางเดินเดิมๆ หรือจะเริ่มขยับตัวสร้าง 5 เสาใหม่ (ยืน-สร้าง-กว้าง-ไกล-มั่น) ให้กับธุรกิจตั้งแต่วินาทีนี้
“เพราะวันนั้น… จึงมีวันนี้” คุณต้นสนปิดท้าย
อนาคตของธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีนี้
เรื่อง : โสภณ ศุภมั่งมี
Sources :
หนังสือ ‘Future You’
https://www.mckinsey.com/capabilities/tech-and-ai/our-insights/the-economic-potential-of-generative-ai-the-next-productivity-frontier
https://www.weforum.org/press/2025/01/future-of-jobs-report-2025-78-million-new-job-opportunities-by-2030-but-urgent-upskilling-needed-to-prepare-workforces/
https://www.weforum.org/stories/2025/12/asean-global-growth-digital-economy-wef/
https://www.mckinsey.com/featured-insights/artificial-intelligence/notes-from-the-ai-frontier-modeling-the-impact-of-ai-on-the-world-economy

