148 ปีแห่ง “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” และคำตอบจาก บี.กริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) สู่อนาคตที่ยั่งยืน

มีเพียงไม่กี่องค์กรในประเทศไทยที่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลาได้ยาวนานเกือบ 150 ปี และยิ่งมีน้อยลงไปอีก ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมกับสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
บี.กริม คือหนึ่งในองค์กรเหล่านั้น และคำตอบนั้นถูกตอกย้ำอีกครั้งในงาน Future Trends Awards 2026 เมื่อ บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัล ในมิติที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่
- Leading of ESG: รางวัลสำหรับองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืน
- Leading of Social Product: รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างคุณค่าทางสังคม
- Experienced Professional Love 36-60 yrs.: รางวัลสำหรับองค์กรที่พนักงานผู้มีประสบการณ์วัยทำงานตอนกลางถึงปลายให้ความไว้วางใจและอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด
เบื้องหลังรางวัลเหล่านี้ คือ ปรัชญาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ‘Doing Business with Compassion’ หรือ ‘การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี’ ที่มีรากฐานเริ่มจากร้านขายยาเล็กๆ ในปี ค.ศ. 1878 จนกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจยุคนี้ได้อย่างไร
[ESG ที่ไม่ใช่แค่รายงาน แต่คือรากฐานของการตัดสินใจ]
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน หลายองค์กรอาจมอง ESG เป็นเพียงรายงานประจำปีที่จัดทำเพื่อตอบสนองต่อนักลงทุนหรือหน่วยงานกำกับดูแล แต่สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ ESG ไม่ใช่เพียงกรอบรายงาน แต่คือวิธีคิดและวิธีทำงาน ที่ถูกหล่อหลอมอยู่ในทุกการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ภายใต้แนวคิด ‘Doing Business with Compassion’ ที่ไม่ได้มองหาแค่ผลกำไร แต่ บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงบทบาทของธุรกิจในฐานะ “ผู้ดูแลคุณค่าเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป” สิ่งนี้ทำให้ความยั่งยืนของ บี.กริม เพาเวอร์ ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่คือความมุ่งมั่นที่ถ่ายทอดผ่าน DNA มาอย่างยาวนาน
การันตีด้วยการคว้าอันดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 98 จากการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ปี 2025 และยังได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA ด้วยคะแนนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งติดอันดับ Top 10% ของกลุ่มธุรกิจ Electric Utilities ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026
เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap – Global and Green’ ที่วางอยู่บนรากฐานความยั่งยืนอันแข็งแกร่ง โดย บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2030 ซึ่งจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่าร้อยละ 50 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon Emissions ภายในปี 2050
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเป้าหมายระยะยาว คือการลงมือทำในปัจจุบัน
บี.กริม เพาเวอร์ ได้ใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ AI Machine Health Monitoring เพื่อติดตามสุขภาพเครื่องจักรในโรงไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลด Unplanned Downtime ได้ถึง 68% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกโดยตรง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเฉลี่ย 432 ล้านบาทต่อเครื่อง
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยง ESG เข้ากับผลประกอบการทางธุรกิจ สิ่งนี้คือการพิสูจน์ว่าทั้งสองสิ่งสามารถเดินไปด้วยกันได้
[ส่งต่อแสงสว่างให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยโครงการ ‘พระบารมีส่องสว่าง แสงธรรมทั่วไทย’]
รางวัล Leading of Social Product มอบให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการ “พระบารมีส่องสว่าง แสงธรรมทั่วไทย” (Saengtham Thuathai) คือภาพสะท้อนจนของการสร้างคุณค่าทางสังคม (Social Impact) ที่ชัดเจนของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยเริ่มต้นจากการสังเกตปัญหาที่วัดและโรงเรียนในชุมชนห่างไกลต้องเผชิญ คือค่าไฟฟ้าที่สูงเกินรับไหวหรือการขาดแคลนไฟฟ้า บี.กริม เพาเวอร์จึงนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานที่สั่งสมมากว่าศตวรรษ ออกแบบโซลูชันสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้กับชุมชน ด้วยการส่งต่อแสงสว่างให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้
โครงการนี้ติดตั้งระบบ Solar Rooftop ใน 10 พื้นที่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ทั้งวัด โรงเรียน และสถานีอนามัยชุมชน ซึ่งช่วยชุมชนประหยัดค่าไฟรวมกว่า 612,000 บาทต่อปี และ บี.กริม เพาเวอร์ ยังดูแลตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การออกแบบระบบ และการติดตั้ง พร้อมทั้งดึงนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้นวัตกรรม พลังงานสะอาด และมีจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
ในปี 2025 โครงการยังขยายผลไปอีกขั้นด้วยความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC-NSTDA) เพื่อพัฒนามาตรฐานแผงโซลาร์ของประเทศไทย พร้อมทั้งจัดอบรมให้ครู นักเรียน และตัวแทนชุมชนกว่า 70 คน เรียนรู้การทดสอบแผงโซลาร์และการจัดการแผงเมื่อหมดอายุการใช้งาน
[ความไว้วางใจจากพนักงานผู้มีประสบการณ์ คือรากฐานขององค์กรที่ยั่งยืน]
หากกล่าวถึงคนวัยทำงานช่วงอายุ 36–60 ปี จะพบว่าเป็นกลุ่มที่ผ่านทั้งความสำเร็จและความท้าทายในเส้นทางอาชีพมาอย่างมากมาย ดังนั้นการเลือกองค์กรของคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว หากตั้งอยู่บน “ความเชื่อมั่น” ว่าองค์กรนั้นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลประกอบการ แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสังคม การพัฒนาประเทศ และการปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม
เมื่อพวกเขาตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใด องค์กรนั้นต้องเป็นสถานที่ที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจได้ การที่บุคลากรผู้มีประสบการณ์และวิจารณญาณสูงมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่บี.กริมยืนหยัด จึงถือเป็นเกียรติและความไว้วางใจอย่างยิ่งสำหรับเรา
ในปีที่ บี.กริม ก้าวเข้าสู่ปีที่ 148 สิ่งที่ทำให้องค์กรของเรายืนหยัดมาอย่างยาวนานคือการดำเนินธุรกิจด้วยความเข้าใจและใส่ใจผู้คนอย่างแท้จริง
จากผลสำรวจ Employee Engagement ของพนักงานทั้งองค์กร พบว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงหัวใจของวัฒนธรรมองค์กร และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พนักงานเกิดความผูกพันและความไว้วางใจต่อองค์กร ได้แก่
ประการแรก วัฒนธรรมแห่งความเคารพและความหลากหลาย (Respect & Diversity) ที่สร้างความไว้วางใจให้กับพนักงานในทุกระดับ
ประการที่สอง ความตั้งใจในการดูแลพนักงานด้าน Mental Health และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
ประการที่สาม การดูแลด้าน Psychological Well-being ผ่านการพัฒนาผู้นำให้รับฟังอย่างเข้าใจ และสร้างพื้นที่การทำงานที่ปลอดภัย พร้อมโครงการ Mindful Compassion ที่ดูแลสุขภาวะทางจิตใจของพนักงานอย่างเป็นระบบ
เพราะเราเชื่อว่า เมื่อคนของเราได้รับการดูแลและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ องค์กรก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในทุกยุคทุกสมัย
รางวัล The Most Beloved Employer Awards ในสาขา Experienced Professional Love 36–60 years ซึ่งผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและการโหวตในรอบสุดท้ายจากองค์กรที่ผ่านเข้ารอบ 28 แห่ง ผ่าน JobsDB by SEEK สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการสร้างองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากพนักงานในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะพนักงานผู้มีประสบการณ์อายุ 36–60 ปี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และเป็นเสาหลักของการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว
รางวัลนี้จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กร หากยังสะท้อนถึง “ความหมาย” ที่อยู่เบื้องหลัง
ภายใต้ปรัชญา Doing Business with Compassion บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนต้องวัดผลได้มากกว่าผลประกอบการทางการเงิน แต่ต้องสะท้อนถึงคุณค่าที่องค์กรสร้างให้แก่สิ่งแวดล้อม สังคม คู่ค้า ลูกค้า และพนักงานในทุกช่วงวัย
[ระบบที่ทำให้ความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ]
รางวัลทั้ง 3 ในปีนี้ คือภาพสะท้อนของ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business Resilience) อย่างเป็นรูปธรรม บี.กริม เพาเวอร์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือ ระบบการบริหารจัดการที่มีวินัย ซึ่งช่วยให้สามารถระบุ ประเมิน และจัดการได้ทั้งความเสี่ยงและโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างแม่นยำ
หัวใจสำคัญที่ทำให้ บี.กริม รักษามาตรฐานได้ในระยะยาว คือการฝัง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การตัดสินใจลงทุน การดำเนินงาน ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง โดยใช้ Digital & Data เข้ามาติดตามผลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนา Mindset ด้านความยั่งยืนภายใต้วัฒนธรรม ‘Doing Business with Compassion’ และค่านิยม 4Ps (Positivity, Partnership, Professionalism และ Pioneering Spirit) ซึ่งเป็น DNA ของบี.กริม
DNA เหล่านี้ได้เปลี่ยนจากกรอบนโยบายให้กลายเป็นพฤติกรรมการทำงานจริงของคนทั้งองค์กร และเป็นพลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและโลกอนาคต
148 ปีที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “Doing Business with Compassion” หรือการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แต่คือกลยุทธ์ที่ผ่านการทดสอบจากกาลเวลา
ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่ต้องการทั้งพลังงานสะอาด ธุรกิจที่รับผิดชอบ และที่ทำงานที่มีความหมาย บี.กริม เพาเวอร์ กำลังตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับทุกองค์กรที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้น
#FutureTrends #FutureTrendsAward2026 #BGrimmPower #BGRIM #บีกริม #DoingBusinessWithCompassion #Sustainability #EmployerBranding

