‘เชฟรอน’ กับรางวัล The Most Impactful จาก Future Trends Awards 2026 เมื่อผลกระทบที่แท้จริง วัดจากสิ่งที่สร้างมากว่า 6 ทศวรรษ

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการพูดถึง “ความยั่งยืน” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” สิ่งที่แยกองค์กรธรรมดาออกจากองค์กรที่สร้าง “ผลกระทบ” อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่คำพูด แต่คือร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงอยู่และขยายตัวต่อไปแม้เวลาจะผ่านพ้น
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด คือองค์กรที่ได้รับการยกย่องในฐานะผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในปีนี้ และเมื่อมองลึกลงไปในสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดกว่า 6 ทศวรรษ จะพบว่านี่ไม่ใช่รางวัลที่มาจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่คือผลลัพธ์ของวิธีคิดที่ฝังรากลึกในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
การได้รับรางวัล “The Most Impactful” จาก Future Trends Awards 2026” จึงเป็นการพิสูจน์ว่าองค์กรหนึ่งสามารถทำให้พันธกิจทางธุรกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สามารถเดินไปบนเส้นทางเดียวกันได้อย่างแท้จริง
[จากใต้ท้องทะเลสู่ทุกครัวเรือนไทย]
เชฟรอนเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติที่เชฟรอนผลิตได้ คิดเป็นประมาณร้อยละ 16 ของกำลังการผลิตก๊าซภายในประเทศ
ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อไปผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงยานพาหนะ ก๊าซหุงต้ม และวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของเชฟรอนสูงถึง 508 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบกว่า 17,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลวกว่า 16,000 บาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ปี 2524 จนถึงสิ้นปี 2567 มูลค่าการลงทุนและดำเนินการในประเทศไทยรวมแล้วกว่า 1.63 ล้านล้านบาท และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐในรูปของค่าภาคหลวง (Royalty Fee) รวมกว่า 581,909 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ทำให้เชฟรอนแตกต่างคือวิธีที่พวกเขาเลือกเติบโตไปพร้อมกับสังคมรอบข้าง
[50 โครงการ 17 จังหวัด กับการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้]
ปี 2567 เชฟรอนดำเนินโครงการเพื่อสังคมกว่า 50 โครงการ ครอบคลุม 17 จังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนการศึกษาในโรงเรียน 51 แห่ง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 แห่ง และส่งเสริมการทำงานของโรงพยาบาล 10 แห่ง
แต่โครงการที่สะท้อนตัวตนของเชฟรอนได้ชัดเจนที่สุดคือ “โครงการก๊าซชีวภาพสหกรณ์ยางพาราสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” (Lower Carbon Biogas Rubber Project) โครงการที่ร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบพลังงาน (PERIN) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อส่งเสริมกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรสวนยางในสงขลา
ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการปลูกและการผลิตยางพารา ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ช่วยลดการใช้ฟืนได้ประมาณ 30% ส่งผลให้ประหยัดเงินของสหกรณ์ได้ 130,000-180,000 บาทต่อปี โดยสหกรณ์ในจังหวัดสงขลาที่อยู่ภายใต้โครงการ สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 425 ตัน/ปี
ความสำเร็จของโครงการคือ การผลักดันให้สหกรณ์ยูงทองที่เป็นสหกรณ์ต้นแบบสามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพรินต์ของยางแผ่นรมควันลุล่วง และมีความสามารถในการเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สหกรณ์อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป
[นวัตกรรมที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจ]
สิ่งที่ทำให้เชฟรอนโดดเด่นในมิติของ The Most Impactful คือการนำนวัตกรรมมาสร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติพร้อมกัน
โครงการ Rigs-to-Reefs เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เชฟรอนนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำนวน 7 ขาแท่น ไปจัดวางเป็นปะการังเทียมที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2563 โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลการศึกษาด้านวิชาการหลังจัดวาง 2 ปี พบว่าความหลากหลายของปลาเพิ่มขึ้นจาก 15 ชนิด เป็น 56 ชนิด และยังเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
อีกโครงการที่น่าสนใจคือ “โครงการเดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน” (Chevron Street Wise) ที่ร่วมมือกับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย โดยเชฟรอนได้เผยแพร่วัฒนธรรมความปลอดภัยจากในองค์กรไปสู่การสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน โดยจัดขึ้นเพื่อจุดประกายแนวคิดด้านความปลอดภัยบนท้องถนน มุ่งเน้นปลูกฝังวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับโรงเรียน ครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อป้องกันและลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร ทำให้เยาวชนสามารถไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยในทุกวัน
[วัฒนธรรมองค์กรที่สร้างผลกระทบจากภายใน]
ความสำเร็จของเชฟรอน มาจากวัฒนธรรมองค์กรที่ให้คุณค่ากับความหลากหลายและการมีส่วนร่วม ปัจจุบัน 99% ของพนักงานเชฟรอนประเทศไทยเป็นคนไทย และมีพนักงานผู้หญิงคิดเป็น 45% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมพลังงานดั้งเดิมที่มีผู้หญิงอยู่เพียง 22%
นอกจากนี้ 50% ของตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้หญิง
การเปิดกว้างเช่นนี้คือปรัชญาที่ว่า “พลังคน” คือหัวใจของการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืน
[เส้นทางสู่ Net Zero และมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม]
เชฟรอนตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ปัจจุบันสามารถลดระดับความเข้มของการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานลงได้ถึง 18% เมื่อเทียบกับปี 2565 ผ่านนวัตกรรมหลายด้าน
ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติงานของแท่นผลิต” (Integrated Operations Center) ครั้งแรกในไทย
การนำร่องพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่ไปกับพลังงานลมที่แท่นหลุมผลิตแห่งแรกในประเทศ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 800 ตันต่อปี
หรือการนำเทคนิค “Topside Reuse” การรื้อถอนส่วนบนของแท่นหลุมผลิตมาใช้ประโยชน์ใหม่ครั้งแรกในอ่าวไทย ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 10,000 ตัน เทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ที่เติบโตมานาน 10 ปี จำนวน 165,351 ต้น
สิ่งที่เชฟรอนกำลังบอกเราคือผลกระทบที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการแยกธุรกิจออกจากสังคม แต่เกิดจากการมองเห็นว่าทั้งสองสิ่งนี้คือเรื่องเดียวกัน เมื่อธุรกิจเติบโต ชุมชนต้องเติบโตไปด้วย เมื่อใช้ทรัพยากร ต้องคืนกลับให้มากกว่าที่นำไป และเมื่อมีศักยภาพ ต้องแบ่งปันให้กับผู้ที่ยังขาดโอกาส
นี่คือมาตรฐานใหม่ที่เชฟรอนกำลังวางไว้ให้กับอุตสาหกรรมพลังงาน และอาจรวมถึงทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่ยั่งยืน
#FutureTrends #FutureTrendsAwards2026 #ChevronThailand

