ธุรกิจเครื่องประดับและความเชื่ออาจดูเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีมากมายเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตของเราไปทีละนิด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดนี้กลับถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ด้วยกระแส ‘The Great Exhaustion’ หรือความเหนื่อยล้าครั้งยิ่งใหญ่ของผู้คน
แต่มีแบรนด์หนึ่งที่จับคลื่นลูกนี้ได้อย่างแม่นยำ ‘RAVIPA’ แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนนิยามของเครื่องราง ให้กลายเป็น ‘Meaningful Jewelry’ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และเติบโตได้น่าจับตามอง
จากข้อมูลรายได้ล่าสุด ในปี 2567 ของ RAVIPA เผยตัวเลขที่น่าสนใจ โดยรายได้ระหว่างปี 2564–2567 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด จากการที่แบรนด์ตัดสินใจพลิกเกมการตลาดด้วยกลยุทธ์ ‘Muketing’ (Mutelu + Marketing) และเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นการออกแบบที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างรายได้รวมพุ่งจาก 117 ล้านบาท (ในปี 2564) สู่ 320 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังแสดงถึงอินไซต์ที่ว่า “ผู้บริโภคยุคใหม่” ไม่ได้ซื้อสินค้าจากความสวยงาม หรือ ฟังก์ชันการใช้ประโยชน์อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังให้ความสำคัญกับ “มูลค่าที่จับต้องไม่ได้” (Intangible Value) เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจในยุคที่สถานการณ์ทางสังคมทำให้จิตใจเปราะบาง
วันนี้ Future Trends จะพาไปเจาะลึกเทรนด์ที่สนับสนุนความต้องการของผู้บริโภค อย่าง ‘Aura Economy’ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับมูลค่าที่จับต้องไม่ได้
[ 🔮 ภาพรวมเทรนด์ Aura Economy และ Burnout Society ]
นักปรัชญา Byung-Chul Han ได้นิยามสภาวะที่มีชื่อว่า ‘Burnout Society’ หรือ สังคมแห่งความเหนื่อยล้า ที่ผู้คนพยายามจะกดดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในสังคม ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เกิดภาวะทางจิตใจที่บิดเบี้ยว และนำไปสู่การกำเนินเทรนด์ใหม่ของระบบเศรษฐกิจที่ชื่อว่า ‘Aura Economy’ หรือ เศรษฐกิจแห่งพลังงาน
โดยมันสะท้อนปัญหาทางจิตใจ เมื่อระบบจิตใจขาดสมดุล ผู้คนแสวงหาการชดเชยผ่านสินค้าที่มีคุณสมบัติในการเยียวจิตใจ เป็นที่พึ่งทางใจ โดยสินค้าเหล่านี้จะไม่ได้ถูกซื้อเพื่อใช้งานทางกายภาพ แต่ช่วยลดทอนความวิตกกังวล รวมไปถึงสร้างความมั่นคงทางจิตใจ
สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ข้อมูลจาก WGSN ระบุว่า ผู้บริโภคกำลังจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายใหม่ โดยมุ่งเน้นใช้จ่ายในสินค้าที่มอบ “ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง” และ “ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ” ส่งผลให้ตลาดสินค้าสายมูเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะสินค้าเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ‘Mental Anchor’ ที่ช่วยลดทอนความวิตกกังวลและคืนอำนาจการควบคุมชีวิตให้กับผู้ซื้อ
ยิ่งอยู่ในตลาดประเทศไทยเทรนด์นี้จึงมีรากฐานและพัฒนามาจากความเชื่อดั้งเดิมของไทย เพียงแต่ถูกปรับรูปแบบให้เข้ากับยุคดิจิทัล กลายเป็นการมูเก็ตติ้ง (Muketing) ที่ผสานศรัทธาเข้ากับการตลาดสมัยใหม่ รองรับไลฟ์สไตล์ Digital Native ที่ต้องการที่พึ่งทางใจแต่ไม่อยากดูงมงาย
[ 💍 RAVIPA กับการเกาะคลื่น Auro Economy และโมเดลที่แข็งแรง ]
ท่ามกลางตลาดเครื่องประดับที่แข่งขันดุเดือด โมเดลธุรกิจของ RAVIPA กลับโดดเด่นขึ้นมาด้วยการแก้ Pain Point สำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือ “อยากมูแต่กลัวถูกมองว่า…งมงาย” RAVIPA จึงเลือกใช้กลยุทธ์ ‘Minimalist Mutelu’ ออกแบบสินค้าให้มินิมอล หรูหรา ใส่เข้าสังคมได้ โดยลดทอนรูปเคารพให้อยู่ในตำแหน่งเพียงสัญลักษณ์
การปรับกลยุทธ์นี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการเรื่องความสวยงามให้กับตลาด แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Ravipa เติบโตอย่างรวดเร็ว อ้างอิงข้อมูลจากรายได้รวมรายปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2567
💰 ปี 2564 รายได้รวม 117,117,346 บาท
💰 ปี 2565 รายได้รวม 175,664,709 บาท
💰 ปี 2566 รายได้รวม 211,889,804 บาท
💰 ปี 2567 รายได้รวม 320,133,188 บาท
จุดแข็งของโมเดลนี้ไม่ใช่แค่การขายเครื่องประดับ แต่เป็นการขาย “ความหวังที่เป็นระบบ” สินค้ามีการแบ่งหมวดหมู่ตามความกังวลของผู้คนอย่างชัดเจน เช่น พระพิฆเนศสำหรับความสำเร็จ เจ้าแม่กวนอิมสำหรับความเมตตา หรือพระแม่ลักษมีสำหรับความรัก
นอกจากนี้ RAVIPA ยังสร้างความแตกต่างด้วยการ Collaboration กับ Global IP อย่าง DISNEY, Labubu The Monster, หรือ Butterbear เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม Mass Market มากยิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ผ่านความถวิลหาอดีตและความน่ารักฮีลใจ สิ่งนี้ทำให้แบรนด์สามารถตั้งราคาแบบ Affordable Luxury ได้ เพราะสิ่งที่ลูกค้าจ่ายไม่ใช่ค่าวัสดุ แต่คือเกราะป้องกันทางใจ และสถานะทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นกุญแจสำคัญของเทรนด์ ‘Aura Economy’
[ ⚠️ ความท้าทายของ RAVIPA กับการเล่นกับความเชื่อ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ]
แม้ตัวเลขการเติบโตจะสวยงาม แต่การทำธุรกิจบนฐานของความเชื่อและสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ก็มีความท้าทายเฉพาะตัว รวมถึงความเสี่ยงของแบรนด์
1️⃣ ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ (Authenticity Risk)
ใน Aura Economy มูลค่าจะถูกกำหนดด้วยเรื่องราวและความเชื่อ ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือลูกค้าต้องเชื่อว่าสินค้านั้นศักดิ์สิทธิ์จริง แบรนด์ต้องรักษามาตรฐานและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง หากเมื่อไหร่ที่ผู้บริโภครู้สึกว่ามันเป็นเพียงสินค้าแฟชั่นฉาบฉวย มูลค่าทางจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นจะลดฮวบทันที
2️⃣ การบริหารจัดการมูลค่าที่จับต้องไม่ได้ (Managing Intangible Value)
เทรนด์ Aura Economy จะสะท้อนแนวคิดที่ต่างจากธุรกิจทั่วไปนิดหน่อย ในมุมมองของการวัดมูลค่าจากต้นทุนและกำไร ธุรกิจที่จับเทรนด์นี้จะต้องวัดมูลค่าจาก “ความหมาย” เพิ่มเติมด้วย ส่งผลให้เกิดความท้าทายคือการทำอย่างไรให้สินค้าที่มีต้นทุนวัสดุคงที่ สามารถรักษามูลค่าสูงๆ ไว้ได้ในระยะยาว ท่ามกลางคู่แข่งที่เริ่มกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดมากขึ้น
3️⃣ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ความเชื่อ
ถึงแม้ความเชื่อจะเป็นรากฐานของสังคมไทย แต่รูปแบบการแสดงออกของ ‘มูเตลู’ นั้นมีความเป็นพลวัตสูงมากๆ ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสที่วันนี้ผู้คนอาจจะกำลังฮิตพระแม่ลักษมี แต่ในวันข้างหน้าอาจเปลี่ยนเป็นเทพองค์อื่น หรือรูปแบบการมูอาจเปลี่ยนแปลงไป โอกาสที่สามารถเกิดขึ้นได้เหล่านี้เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องปรับตัวให้ทันกับอินไซต์ และนี่คือความยากที่สุดของการทำธุรกิจโดยมีพื้นฐานในสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง ‘ความเชื่อ’
อย่างไรก็ตาม RAVIPA เป็นหนึ่งแบรนด์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์ Aura Economy ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่แค่การขายเครื่องประดับสายมู แต่คือการเข้าใจของมนุษย์ พร้อมนำเสนอโซลูชันที่เปรียบเหมือนยารักษาใจ ทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้ ‘สัมผัส’ ได้โดยการแปลงศรัทธาให้เป็นไลฟ์สไตล์ได้สำเร็จก่อนใคร
ท้ายที่สุดนี้เมื่อมองผ่านเทรนด์ของ Aura Economy แบรนด์ RAVIPA คือการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคจากการซื้อวัตถุเพื่อประดับกาย มาสู่การลงทุนในพลังงานเพื่อความสบายใจ
และเมื่อมูลค่าที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่คนโหยหา การแข่งขันจะวัดกันที่ว่าแบรนด์ใดจะสามารถทำหน้าที่เป็น Mental Anchor ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเหนื่อยล้าได้ดีกว่ากัน เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “ความหวังและออร่า” อาจกลายเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดที่ผู้บริโภคยอมจ่ายอย่างเต็มใจ
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
Sources: WGSN – US Tariffs 2025: Shopping trends : https://wwwwgsncom/en/blog/us-tariffs-2025-shopping-trends
Intangible Asset Integrity : https://lifestylesustainability-directorycom/area/intangible-asset-integrity/resource/7/
The Burnout Society : https://philosophicsblog/tag/capitalism/
Creden Data – บริษัท ระวิภา จิวเวลรี่ จำกัด : https://datacredenco/company/general/0105556055997
RAVIPA : https://ravipacom/
Muketing: The Fusion of Mutelu and Marketing in E-commerce- Trends in Thailand’s Faith Economy : https://wwwresearchgatenet/publication/396693311_Muketing_The_Fusion_of_Mutelu_and_Marketing_in_E-commerce-_Trends_in_Thailand’s_Faith_Economy


