“AI จะมาแทนที่งานครีเอทีฟไหม”
คือคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจคนทำงานสายออกแบบดีไซน์และการตลาดมาพักใหญ่ ยิ่ง Generative AI พัฒนาไวขึ้นทุกวัน ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย แต่คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดอาจไม่ได้มาจากนักวิเคราะห์เทรนด์เทคโนโลยี แต่มาจากคนที่ยืนอยู่ตรงกลางของทั้งสองโลกจริง ๆ นั่นคือ คุณบีจาซมี เจ๊ะแต Creative Director และผู้ก่อตั้ง Yellaban Creative Media Studio บริษัทครีเอทีฟและ Visual Agency สัญชาติไทยที่คลุกคลีอยู่กับวงการ Digital Art มากว่า 14 ปี ในฐานะที่เป็นทั้งเจ้าของธุรกิจและดีไซเนอร์ในคนเดียวกัน มุมมองของเขาต่อ AI ในงานครีเอทีฟจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ
ทำไมคนครีเอทีฟและนักการตลาดถึงกลัว AI
ความกังวลที่พบบ่อยในวงการนี้
ความกลัวไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เมื่อ AI สามารถสร้างภาพ เขียนคอนเทนต์ หรือช่วยวางแผนแคมเปญได้ในเวลาไม่กี่นาที ไม่แปลกที่จะเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นมาได้ว่า แล้วดีไซเนอร์ นักออกแบบ หรือครีเอทีฟจะยังจำเป็นอยู่ไหม โดยเฉพาะในยุคที่ลูกค้าเองก็เริ่มใช้ AI สร้างงานคร่าว ๆ มาก่อนส่งบรีฟด้วยซ้ำ
มุมมองจากจาซมี เจ๊ะแต ผู้ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างธุรกิจกับงานอาร์ต
คุณบีเล่าว่าตัวเขาเองอยู่ในจุดที่เห็นทั้งสองฝั่งชัดเจน เพราะเป็นทั้งผู้ประกอบการที่ต้องดูแลธุรกิจ และเป็นดีไซเนอร์ที่ลงมือทำงานครีเอทีฟเอง จุดนี้ทำให้เขามองเห็น “Trigger Point” หรือจุดที่มักจะเป็นปัญหาในการทำงานร่วมกันระหว่างสองฝั่งได้ชัดเจน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองเห็นข้อดีของ AI ในบทบาทใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ แต่เป็นตัวที่มาช่วยเชื่อมสองฝั่งเข้าหากัน ให้สามารถมาทำลายข้อจำกัดบางอย่างให้ทำงานได้สะดวก และง่ายขึ้นนั่นเอง
บทบาทจริงของ AI ในงานครีเอทีฟ AI ไม่ใช่ตัวแทน แต่เป็น “สะพานเชื่อม”
ปัญหาการสื่อสารระหว่างธุรกิจกับดีไซเนอร์ในอดีต
ในยุคก่อนหน้า การบรีฟงานให้ดีไซเนอร์เป็นเรื่องยาก และท้าทาย มาโดยตลอด เพราะเจ้าของธุรกิจไม่ใช่นักออกแบบ พวกเขารู้แค่ว่าตัวเองอยากขายอะไร และอยากขายให้ใคร แต่ไม่มีคลังคำศัพท์ทางศิลปะหรือดีไซน์มากพอที่จะมาอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัว ขณะที่ดีไซเนอร์เองก็ไม่ได้เข้าใจ และพูดภาษาทางการตลาดหรือธุรกิจแบบเดียวกับเจ้าของแบรนด์ ผลที่ตามมาจากการสื่อสารคนละภาษาคือการแก้งานหลายรอบ ทำให้เสียเวลา และบางครั้งงานที่ได้ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการจริง ๆ
AI ช่วยแปลบรีฟให้เป็นภาษาที่ทั้งสองฝั่งเข้าใจตรงกันได้อย่างไร
คุณบีชี้ว่า AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนตรงนี้ได้มาก เพราะปัจจุบันเจ้าของแบรนด์สามารถ “คุยกับ AI” เหมือนเล่าเรื่องราวให้ฟัง แล้ว AI จะแปลงความคิดเหล่านั้นออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ :
- Key Visual เบื้องต้นตามโทนสี และคาแรคเตอร์ของแบรนด์
- Storyboard เล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ก่อนส่งต่อให้ทีมงานมืออาชีพ
- การสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ให้เห็นภาพกลุ่มเป้าหมายชัดขึ้น ก่อนนำไปสื่อสารต่อ
เมื่อบรีฟที่ส่งมาถึงมือมืออาชีพ “แทบจะทำเสร็จอยู่แล้ว” งานของดีไซเนอร์จึงเปลี่ยนจากการตีความบรีฟที่คลุมเครือ ไปเป็นการต่อยอดไอเดียที่ชัดเจนขึ้นให้สมบูรณ์แบบ นี่คือเหตุผลที่คุณบีเรียก AI ว่าเป็น “เครื่องมือตรงกลาง” ไม่ใช่ตัวแทนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ตัวอย่างเครื่องมือ Digital Art ที่ใช้ร่วมกับ AI ได้จริงในงานการตลาด
จากประสบการณ์ทำงานจริงของ Yellaban Creative Media Studio คุณบียกตัวอย่างเครื่องมือ Digital Art ที่แบรนด์ทุกขนาดนำไปปรับใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่เท่านั้น
Hyper Ad — เปิดตัวสินค้าด้วยงบเล็ก
Hyper Ad คือคอนเทนต์วิดีโอสั้นสไตล์ที่คุ้นตากันบน TikTok หรือ IG Story ซึ่งมักใช้ใน 2 กรณีหลัก คือการเปิดตัวสินค้าใหม่ และการประกาศ “จุดลงพื้นที่” ของแบรนด์ เช่น การประกาศเปิดสาขาใหม่ หรือการสร้างไฮไลต์ให้พื้นที่หนึ่งเป็นที่จดจำ จุดเด่นคือทำได้ตั้งแต่ระดับทำเองง่าย ๆ ไปจนถึงจ้างมืออาชีพ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านในห้างใหญ่ก็สร้างมูลค่าให้พื้นที่ตัวเองได้

ตัวอย่าง Hyper Ad ภาพจาก Instagram @yellaban_official
Out of Home (OOH) — สร้างการจดจำระดับแมส
สำหรับแบรนด์ที่มีงบมากขึ้น การซื้อพื้นที่โฆษณาบนจอ LED หรือป้ายทางด่วนด้วยเทคนิค “Naked Eye”
(ภาพ 3 มิติที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากกรอบจอ) เป็นอีกเทคนิคที่ยังคงสร้างความตื่นเต้นและการจดจำได้ดี ข้อดีคือได้ทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เห็นจริงในพื้นที่ และแรงกระเพื่อมต่อบนโซเชียลมีเดียเมื่อมีคนแชร์ต่อ

ตัวอย่างเทคนิค “Naked Eye” ภาพจาก Instagram @yellaban_official
Immersive Experience & Projection Mapping — เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างประสบการณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น อินฟลูเอนเซอร์หรือคนดัง คุณบีเล่าถึงเคสที่ Yellaban เคยจัด “Immersive Experience” แบบ Setup ในพื้นที่ปิด ให้ความรู้สึกเหมือนอีเวนต์จริง แต่ใช้งบประมาณและการจัดการที่เรียบง่ายกว่าอีเวนต์เต็มรูปแบบมาก ส่วน Projection Mapping (การฉายภาพลงบนวัตถุ ตั้งแต่ขนาดโต๊ะไปจนถึงตึก) ก็ใช้ได้ทั้งในโอกาสเปิดตัวสินค้า และงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์ระยะยาว

ตัวอย่างเทคนิค “Projection Mapping” ภาพจาก Instagram @yellaban_official
แล้วดีไซเนอร์มืออาชีพยังจำเป็นอยู่ไหม
นี่คือคำถามสำคัญที่สุด และคุณบีตอบในฐานะที่เป็นทั้งเจ้าของแบรนด์และดีไซเนอร์:
- งานที่ AI ช่วยได้ เจ้าของแบรนด์สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น การสื่อสารภายในองค์กร การทำความเข้าใจแบรนด์ตัวเองเบื้องต้น หรือการสรุปข้อมูลกลุ่มเป้าหมายก่อนตัดสินใจ จุดนี้เจ้าของแบรนด์ที่รู้จักธุรกิจตัวเองดีพอ สามารถใช้ AI จัดการเองได้โดยไม่ต้องผ่านมืออาชีพ
- งานที่ยังต้องส่งต่อมืออาชีพ คืองานที่ต้องอาศัยการลงมือ Generate หรือ Create ให้ได้คุณภาพระดับใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตคอนเทนต์ระดับแคมเปญ หรือการออกแบบประสบการณ์ที่ซับซ้อนอย่าง Immersive Experience
พูดง่าย ๆ คือ AI ช่วยให้เจ้าของแบรนด์ “รู้จักตัวเองมากขึ้น” และตัดสินใจได้เร็วขึ้นว่าจะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน ก่อนจะส่งไม้ต่อให้มืออาชีพลงมือทำจริง
สรุป: AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่เปลี่ยนวิธีทำงานของคนครีเอทีฟ
คุณบีสรุปมุมมองของตัวเองไว้ชัดเจนว่า ในยุคปัจจุบัน AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ที่เชื่อมงานอาร์ตเข้ากับงานการตลาดให้ใกล้กันมากขึ้น ไม่ใช่ตัวที่มาลดทอนคุณค่าของดีไซเนอร์ และในอนาคต บทบาทของ AI ในการทำงานสายนี้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับแบรนด์หรือธุรกิจที่กำลังมองหาวิธีนำ Digital Art, Immersive Experience หรือ Projection Mapping มาใช้ในแคมเปญของตัวเอง ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจแบรนด์ตัวเองผ่าน AI ก่อน หรือพร้อมจะลงมือทำงานร่วมกับทีมมืออาชีพเลย Yellaban Creative Media Studio โดยจาซมี เจ๊ะแต คือหนึ่งในทีมที่มีประสบการณ์ตรงในสายงานนี้มากว่า 14 ปี ทั้งงานที่เคยจัดแสดงในระดับนานาชาติตั้งแต่ปี 2016 และผลงานล่าสุดที่ได้ไปจัดแสดงที่ Osaka World Expo
Contact : Tel +66 2 077 8393 l +66 9 5 840 1331
Email : [email protected] / [email protected]


