Sensodyne Clinical White กับเกมชิงตลาด Whitening 1,465 ล้าน เมื่อ ‘ฟันขาว’ ต้องมาคู่กับ ‘ไม่เสียว’

ยาสีฟันที่วางบนชั้นในร้านสะดวกซื้อ เริ่มมีคำว่า “White” ปรากฏบนกล่องมากขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในวันที่ ‘ฟันขาว’ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่ส่งผลต่อความมั่นใจและการยอมรับในสังคม
และนี่คือสนามที่ Sensodyne เลือกลงเล่นด้วย Product Sensodyne Clinical White
ตลาด Whitening โตระเบิด 29% สัญญาณที่แบรนด์ไม่อาจมองข้าม
ภาพรวมตลาดยาสีฟันในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่ารวมประมาณ 11,202 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนราว 6% แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเซกเมนต์ไหนที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้
กลุ่มยาสีฟันฟันขาว (Whitening) เติบโตถึง 29% คิดเป็นมูลค่า 1,465 ล้านบาท ในปี 2568 ตัวเลขนี้บอกเราว่าผู้บริโภคไม่ได้แค่ ‘อยากลอง’ ยาสีฟันฟันขาว แต่กำลังย้ายจากยาสีฟันทั่วไปมาเป็นกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอายุ 25-45 ปี ที่นิยมดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มมีสีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของคราบเหลืองบนผิวฟัน ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และบุคลิกภาพมากขึ้น โดยมองว่าฟันขาวสะท้อนถึงการดูแลตัวเองที่ดีและช่วยเสริมความมั่นใจ
‘Hybrid Benefit’ เทรนด์ที่ผู้บริโภคไม่ยอม Trade-Off อีกต่อไป
จากข้อมูลของ Sensodyne พบว่า กว่า 50% ของผู้ที่เคยฟอกสีฟัน มีอาการเสียวฟันตามมา เนื่องจากกระบวนการฟอกฟันด้วยวิธีต่าง ๆ มักมีผลกระทบต่อเคลือบฟัน
นี่คือจุดที่เทรนด์ Hybrid Benefit เข้ามามีบทบาท ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ยอม ‘เลือกข้อใดข้อหนึ่ง’ อีกต่อไป พวกเขาต้องการทั้ง ‘ฟันขาว’ และ ‘ไม่เสียวฟัน’ ในผลิตภัณฑ์เดียวกัน ใครที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้านได้ คือผู้ที่จะครองใจตลาดนี้
วรณัน นครชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์เซ็นโซดายน์ อธิบายถึงอินไซต์นี้ว่า ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เซ็นโซดายน์มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลช่องปากอย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลชี้ว่าตลาด Whitening เติบโตถึง 29% ในขณะที่ผู้ฟอกฟันกว่าครึ่งมีปัญหาเสียวฟันตามมา จึงเป็นที่มาของการพัฒนา Sensodyne Clinical White ที่ชูจุดขาย “ฟันขาวมั่นใจ โดยไม่ต้องกลัวเสียวฟัน”

Sensodyne Clinical White เมื่อแบรนด์ ‘ลดเสียว’ ขยับสู่สนาม ‘ฟันขาว’
การเปิดตัว Sensodyne Clinical White เป็นการ ขยับ Positioning ของแบรนด์ จากเดิมที่ผู้บริโภคจดจำ Sensodyne ในฐานะ ‘ยาสีฟันสำหรับคนเสียวฟัน’ วันนี้แบรนด์กำลังบอกตลาดว่า ความเชี่ยวชาญด้านการดูแลอาการเสียวฟันสามารถเป็นจุดแข็ง ในการเข้าสู่ตลาด Whitening ได้เช่นกัน
ผลิตภัณฑ์มาพร้อม 2 สูตร ได้แก่ สูตร Stain Protector สำหรับคนที่ดื่มชา กาแฟ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ และสูตร Enamel Strengthening สำหรับผู้ที่เคยฟอกฟันและกังวลเรื่องเคลือบฟันบาง ทั้งสองสูตรชูจุดขายว่าเป็น “สูตรแรกและสูตรเดียวในท้องตลาด” ที่ช่วยให้ฟันขาวขึ้น 2 เฉดและลดอาการเสียวฟัน 24 ชั่วโมง
ศรัณย์ พุทธสรมงคล หัวหน้าฝ่ายการตลาดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เปิดเผยถึงเทคโนโลยีเบื้องหลังว่า ผลิตภัณฑ์ใช้สารทำความสะอาดอลูมินาที่มีลักษณะมนกลม อ่อนโยนต่อผิวเคลือบฟัน ช่วยลดคราบบนผิวฟันได้มากถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับยาสีฟันทั่วไป ร่วมกับ Potassium Nitrate ที่ปกป้องอาการเสียวฟันต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือกลยุทธ์ด้าน Professional Endorsement ศรัณย์เปิดเผยว่าทีมงานได้สร้างการรับรู้กับทันตแพทย์ไปแล้วกว่า 3,000 ราย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พร้อมแผนขยายอีก 8,000 ราย และคลินิกทันตกรรมกว่า 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ การทำให้ทันตแพทย์เป็นผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือที่แบรนด์คู่แข่งในเซกเมนต์ Whitening หลายรายยังทำได้ไม่เท่า
‘อิ้งค์ วรันธร’ กับกลยุทธ์ Authenticity Marketing
อีกหนึ่งการตัดสินใจที่น่าจับตาคือการเลือก อิ้งค์ — วรันธร เปานิล เป็นพรีเซ็นเตอร์ ในยุคที่ Influencer Marketing กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงใจ การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ “ใช้จริง มีปัญหาจริง” กลายเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
วรณันอธิบายว่า อิ้งค์มีไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนอินไซต์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ทั้งชื่นชอบการดื่มกาแฟ รับประทานอาหารรสจัด เคยฟอกสีฟัน และเคยมีอาการเสียวฟัน รวมถึงเป็นผู้ใช้เซ็นโซดายน์มายาวนาน การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มี “เรื่องจริง” มาเล่า ไม่ใช่แค่พูดตามสคริปต์ ถือเป็นการยกระดับ Authenticity Marketing ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคที่ “เห็นผ่านโฆษณา” ได้อย่างรวดเร็ว

Social First กับ DOOH — เมื่อแคมเปญต้อง ‘อยู่ตรงที่คนอยู่’
แคมเปญเปิดตัวมาในคอนเซ็ปต์ ‘ฟันขาวชัวร์ ไม่กลัวเสียวฟัน’ ด้วยกลยุทธ์ Social First ที่เน้นสื่อออนไลน์และโซเชียลอินฟลูเอ็นเซอร์เป็นหลัก เสริมด้วยสื่อนอกบ้านอย่าง DOOH (Digital Out-of-Home) และ BTS Body Wrap พร้อมสื่อ ณ จุดขายในร้านค้าทั่วประเทศ
การเลือก Social First สะท้อนให้เห็นว่า Sensodyne เข้าใจดีว่ากลุ่มเป้าหมายอายุ 25-45 ปี ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ การสร้าง Awareness และ Trial ต้องเริ่มจากจุดที่พวกเขาอยู่ ไม่ใช่รอให้เดินเข้ามาหา
บทเรียนจาก Sensodyne — เมื่อ ‘จุดแข็งเดิม’ คืออาวุธลับในสนามใหม่
สิ่งที่ผู้บริหารและนักการตลาดควรจับตาจากเคสนี้ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่คือ วิธีคิดในการขยายแบรนด์ Sensodyne ไม่ได้ทิ้งจุดแข็งเดิม (ลดเสียวฟัน) แล้ววิ่งไปเล่นในสนามใหม่ (Whitening) แต่เลือกนำจุดแข็งเดิมไปเป็นข้อได้เปรียบในสนามใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ในตลาด Whitening ที่มีผู้เล่นมากมาย การที่ Sensodyne สามารถพูดได้ว่า “เราทำให้ฟันขาวได้ และคุณไม่ต้องเสียวฟัน” ถือเป็น Unique Selling Proposition ที่แบรนด์อื่นยากจะลอกเลียน เพราะมันสร้างจากความเชี่ยวชาญที่สะสมมายาวนาน ไม่ใช่จาก Claim ที่เพิ่งคิดขึ้นมา
คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในธุรกิจของคุณ มี “จุดแข็งเดิม” อะไรที่สามารถนำไปเป็นข้อได้เปรียบในสนามใหม่ได้บ้าง?

