ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน และ จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง MarTech User Group Thailand ชวนเจาะลึกเทรนด์ Data 2026 พร้อมวิธีเปลี่ยน Insight ให้เป็นอาวุธที่คนทำงานต้องปรับตัว

เนื้อหาสำคัญจาก Session “Data Trends 2026: From Insights to Strategic Advantage, การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data ของเทรนด์ปี 2026” บรรยายโดย ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน และ จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง MarTech User Group Thailand จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026
[ จุดจบของ Silo และการเกิดใหม่ของ Unified Data Platform ]
หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญที่สุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือวิวัฒนาการของการเก็บและบริหารจัดการข้อมูล จากเดิมที่วงการการตลาดตื่นตัวกับ CDP (Customer Data Platform) หรือแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า ซึ่งเมื่อประมาณปี 2019-2020 เครื่องมือเหล่านี้มีราคาสูงมากระดับหลายล้านบาทและมักจะเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ขายยกชุด
แต่สำหรับเทรนด์ในปี 2026 แนวคิดจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Unified Data Platform (UDP) ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างกว่า CDP เพราะ UDP ไม่ได้มองแค่ข้อมูลลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่มองภาพรวมของข้อมูล ‘ทุกอย่าง’ ในธุรกิจที่ต้องมารวมอยู่ที่เดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพการประกอบร่างของธุรกิจจริงๆ
สิ่งนี้จะนำไปสู่แนวคิด Composable CDP ซึ่งหมายความว่า องค์กรไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์ CDP สำเร็จรูปขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวอีกต่อไป แต่สามารถนำ ‘โมดูล’ หรือเครื่องมือต่างๆ มาประกอบกันได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ เช่น
• ธุรกิจ B2B อาจจะเริ่มเก็บข้อมูล Transaction ผ่านระบบ CRM หรือ Cloud Accounting
• ธุรกิจร้านอาหาร อาจจะเก็บข้อมูลผ่านระบบ POS เมื่อลูกค้าสมัครสมาชิก
• ธุรกิจ SME อาจจะใช้ฐานข้อมูลแบบ Low Code ที่มีราคาถูก
หัวใจสำคัญของเทรนด์นี้คือ Zero Copy กล่าวคือ การเชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ควรมุ่งสู่การมีแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว โดยที่ข้อมูลไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหรือถูกคัดลอกซ้ำซ้อนกันหลายที่ เพื่อลดความผิดพลาดและความล่าช้า
นอกจากนี้ การลงทุนด้าน Database ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องลงทุนระดับ Enterprise ราคาแพงเสมอไป ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางเริ่มหันมาใช้ระบบ Low Code หรือ Database บน Cloud รุ่นใหม่ๆ เช่น Airtable ที่ราคาเข้าถึงง่ายและมีความยืดหยุ่นสูง
[ จาก SEO สู่ AISO เมื่อลูกค้าถาม AI แทน Google ]
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กระทบคนทำ Content Marketing โดยตรง คือพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เดิมทีเราทำ Content เพื่อเอาใจ Google หรือทำ SEO เพื่อให้ติดอันดับหน้าแรก แต่ในอนาคต เราต้องเปลี่ยนมาทำ AISO (AI Search Optimization) หรือการทำ Content เพื่อเอาใจ Logic ของ AI
สาเหตุเพราะ Customer Journey ได้เปลี่ยนไปแล้ว ลูกค้าอาจไม่ได้เริ่มจากการเสิร์ช Google แต่อาจเริ่มจากการถาม AI เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Perplexity
กลยุทธ์การทำ Content ในยุค AISO
• ต้องถูกอ้างอิง AI มักจะไปดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ หรือเว็บรีวิวที่มีการเปรียบเทียบข้อมูล เช่น บทความ 10 อันดับบริษัทอสังหาฯ ที่ดีที่สุด ดังนั้นแบรนด์ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้ AI หยิบข้อมูลไปตอบลูกค้า
• ปรับ Technical หลังบ้าน นอกจากการทำ Sitemap สำหรับ Google แล้ว เว็บไซต์อาจต้องเตรียม Sitemap รูปแบบใหม่สำหรับ LLM (Large Language Model) เพื่อให้ AI เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปรึกษาทีม Technical หรือ Agency
• Content เชิงเปรียบเทียบ บทความประเภทเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย หรือจัดอันดับ จะยังคงมีความสำคัญมาก เพราะ AI ต้องการข้อมูลเหล่านี้ไปสรุปผลให้ผู้ใช้งาน
[ ยุคของ AI Agent เปลี่ยนจาก เครื่องมือ เป็น ลูกน้อง ]
ปี 2026 จะเป็นยุคที่ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยคิด แต่จะยกระดับเป็น AI Agent หรือเหมือนลูกน้อง ที่สามารถทำงานแทนเราได้อัตโนมัติ
ตัวอย่างการใช้งานจริงของ AI Agent
• Marketing Automation ขั้นสูง การใช้ AI ทำงานร่วมกับ Social Listening โดยตั้งระบบให้ AI เฝ้าระวังโซเชียลมีเดีย หากเจอคนที่โพสต์บ่นเรื่องปัญหาที่สินค้าเราช่วยแก้ได้ AI จะทำการ Mapping ข้อมูลว่าคนนี้ใช่ลูกค้าเก่าเราหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ให้ AI ตัดสินใจส่งโปรโมชั่นที่ตรงใจไปให้ทันที โดยไม่ต้องรอคนมาอนุมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที
• Internal Support การใช้ AI เป็นผู้ช่วยแอดมิน เช่น เมื่อลูกค้าถามส่วนผสมของเครื่องสำอาง แอดมินไม่ต้องไปเสียเวลาเปิด Excel หาข้อมูล แต่สามารถถาม Chatbot ภายในองค์กรให้ช่วยค้นหาและร่างคำตอบให้ ทำให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
• Legal & Doc ใช้ AI ช่วยร่างสัญญา NDA หรือเอกสารทางกฎหมายเบื้องต้น
ส่งผลให้บทบาทของนักการตลาดเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นผู้ลงมือทำ จะกลายเป็นผู้อนุมัติ หรือผู้กำกับดูแล ที่คอยป้อน Logic และตรวจสอบผลงานของ AI แทน
[ กับดักของ Data Strategy และแนวทางแก้ไข ]
แม้เทคโนโลยีจะไปไกล แต่ปัญหาคลาสสิกขององค์กรไทยยังคงอยู่ นั่นคือ ‘Data Obesity’ หรือภาวะข้อมูลท่วมท้นแต่ไร้ประโยชน์ คือมีข้อมูลเยอะมากแต่ไม่ได้เอามาใช้ หรือไม่มีคนที่มีเวลามากพอจะนำข้อมูลไปสร้าง Action จริงๆ
คำแนะนำสำหรับการวาง Data Strategy
• Set Objective: อย่าเริ่มด้วยการซื้อเครื่องมือแพงๆ แต่ให้เริ่มจากโจทย์ทางธุรกิจที่ชัดเจนว่า “จะแก้ปัญหาอะไร”
• Start Small: เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยงบประมาณไม่สูง อาจใช้ Google Sheets หรือเครื่องมือราคาหลักหมื่น เพื่อทดสอบสมมติฐานก่อน
• Scale Fast: เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว ค่อยขยายผลไปยังแผนกอื่นๆ หรือลงทุนเครื่องมือที่ใหญ่ขึ้น
• Data Governance: ปัญหาคอขวดมักเกิดจากการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ (ต้องเซ็นเอกสารขอ Data กันเป็นเดือน) ดังนั้นต้องวางโครงสร้างธรรมาภิบาลข้อมูลให้ชัดเจนว่า ใครมีสิทธิ์เข้าถึงอะไร เพื่อให้หน้างานทำงานได้คล่องตัว
การวัดผลความสำเร็จ ไม่ควรวัดที่จำนวนข้อมูล หรือ จำนวน Dashboard ที่สร้างได้ แต่วัดที่ Impact จริง เช่น ลดเวลาการทำงานได้กี่วัน เพิ่มยอดขายได้เท่าไหร่ หรือลดต้นทุนการสต็อกสินค้าได้แม่นยำขึ้นเพียงใด
[ Privacy & PDPA ความรับผิดชอบที่มาพร้อมข้อมูล ]
ประเด็นเรื่อง PDPA และความปลอดภัยของข้อมูลยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ข้อแนะนำสำคัญคือ
• Data Minimization: เก็บเท่าที่จำเป็น อย่าขอข้อมูลเกินความจำเป็น เช่น แจกของฟรี แต่ขอเลขบัตรประชาชน ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ปลอดภัยและปฏิเสธที่จะร่วมกิจกรรม
• Privacy by Design: ออกแบบการเก็บข้อมูลให้เนียนไปกับบริการ เช่น แอปส่งอาหารที่ถามว่า “คุณชอบกินอะไร” เพื่อนำเสนอร้านที่ถูกใจ สิ่งนี้คือ Zero-Party Data ที่ลูกค้าเต็มใจให้เพราะเห็นประโยชน์
• Transparency: หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล สิ่งที่ควรทำคือ รีบแจ้งลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา อย่าปกปิด เพราะความจริงใจจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
[ อนาคตของการขับเคลื่อนด้วย Data ]
โดยสรุปแล้ว ปี 2026 คือการแข่งกันที่ความเร็วในการนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มารวมกัน และใช้ AI เข้ามาช่วยแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่แม่นยำ เพื่อให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งขึ้น และตอบสนองความต้องการได้แบบ Real-time อย่างแท้จริง
สำหรับองค์กรที่อยากเริ่มต้น คุณหนุ่ยและคุณบอลทิ้งท้ายไว้ว่า ให้เริ่มจากเครื่องมือที่มี เลือกใช้ให้เหมาะกับขนาดธุรกิจ ตั้งแต่ Google Sheets ไปจนถึง Salesforce และที่สำคัญคือ “ต้องเริ่มลงมือทำ” เพราะ Data จะไม่มีค่าเลยถ้ามันกองอยู่เฉยๆ โดยไม่ถูกนำไปใช้งาน
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
ขอบคุณข้อมูลจาก Session “Data Trends 2026: From Insights to Strategic Advantage, การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data ของเทรนด์ปี 2026” บรรยายโดย ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน และ จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง MarTech User Group Thailand จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026

