Type to search

วงเสวนาจากดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร  อ. วีระ ธีรภัทร และคุณชุติมา พึ่งความสุข ในประเด็น ประเทศไทย 2026 เดินเกมอย่างให้อยู่รอด เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันของสองอำนาจจีน – อเมริกา

February 13, 2026 By chananchida.p

สรุปเนื้อหาจาก Session “ทิศทางประเทศไทย 2026” โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย อ. วีระ ธีรภัทร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ และคุณชุติมา พึ่งความสุข ผู้ประกาศข่าว /พิธีกร

หากมองไปยังปี 2026 ภาพที่เห็นอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านของปีปฏิทิน แต่คือจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกไม่ได้หมุนด้วยกติกาเดิมอีกต่อไป 

จากวงเสวนาที่รวบรวมกูรูระดับประเทศอย่าง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผ่านการดำเนินรายการของอาจารย์วีระ ธีรภัทร และคุณชุติมา พึ่งความสุข ได้ฉายภาพความจริงที่นักธุรกิจและผู้บริหารต้องตระหนัก เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่เรียกว่า “A World Minus Two” หรือโลกที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน แยกกันเดินอย่างชัดเจน

[ จีนเปลี่ยนเกม: ส่งออก Supply Chain แทนสินค้า ]

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือยุทธศาสตร์ใหม่ของจีน ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับล่าสุด จีนไม่ได้ต้องการแค่ส่งออกสินค้าสำเร็จรูปอีกต่อไป แต่กำลังส่งออก Supply Chain เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีจากตะวันตก 

โมเดลธุรกิจใหม่คือการเข้ามาจับมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นในไทย โดยยอมถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อให้สินค้ากลายสัญชาติเป็นของไทย แล้วใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปยังสหรัฐฯ หรือยุโรป

สำหรับภาคธุรกิจ นี่ไม่ใช่สัญญาณของการแข่งขัน (Competition) แบบเดิมที่ต้องสู้ด้วยราคา แต่เป็นยุคแห่งความร่วมมือ (Collaboration) ผู้ประกอบการต้องหาทางแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่นี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนหรือการเป็นฐานการประกอบ

[ กับดัก GDP โตต่ำ 2%: ถึงเวลาเปลี่ยนสินค้าที่ขาย]

ในขณะที่โลกหมุนเร็ว เศรษฐกิจไทยกลับโตช้าจนน่าใจหาย ด้วย GDP ที่คาดว่าจะโตไม่ถึง 2%, สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และอุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์ (ICE) หรือปิโตรเคมี เริ่มหมดเสน่ห์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้จีน

ทางออกของประเทศไทยไม่ใช่การดันทุรังขายของเดิม แต่คือการแปรรูป ‘จุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง’

1. จากเกษตรกรรมสู่เกษตรอุตสาหกรรม (Agro-industry)

ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงกว่าตลาดโลก แต่มีศักยภาพในการแปรรูป แทนที่จะขายพืชผลราคาถูก ไทยต้องเปลี่ยนเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อป้อนความมั่นคงทางอาหารให้กับโลก

2. ขาย ‘จริต’ คนไทย

ภาคบริการยังคงเป็นพระเอก แต่ต้องยกระดับสู่ Wellness และ Medical Hub โดยใช้จุดแข็งเรื่อง Service Mind ที่ฝังอยู่ใน DNA ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI หรือการฝึกฝนแบบสิงคโปร์เลียนแบบได้ยาก

[ ยุทธศาสตร์ ‘AI Plus’ (AI in All, Not All in AI) ]

ในขณะที่สหรัฐฯ ทุ่มสุดตัวเพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุด (All in AI) จีนกลับเลือกเดินเกมที่ต่างออกไป คือ ‘AI in All’ หรือการเอา AI เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง

แผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีนไม่ได้เน้นสร้าง Chatbot ที่คุยสนุก แต่เน้น Industrial AI หรือ AI สำหรับภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยจีนเรียกสิ่งนี้ว่า Foundation Technology หรือเทคโนโลยีฐานรากที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก ได้แก่

• Physical AI: ใส่สมองให้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนในโรงงาน

• Bio-manufacturing: การผลิตด้วยชีวภาพ วัสดุศาสตร์ใหม่ๆ

• 6G & Quantum: การสื่อสารและประมวลผลที่เร็วกว่าเดิม

เป้าหมายของจีนคือการเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหนือกว่าคู่แข่งทั่วโลก และเทคโนโลยีเหล่านี้ยังเป็น Dual Use คือใช้ได้ทั้งหาเงินและทางการทหารเพื่อความมั่นคง

[ การปรับตัวระดับปัจเจก: Diversify หรือหายไป ]

สำหรับคนทำงานและนักลงทุน ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือการกระจุกความมั่งคั่งไว้ในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนรวมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

นอกจากนี้ ทักษะที่สำคัญยิ่งกว่า AI Literacy คือ Cultural Literacy หรือความเข้าใจวัฒนธรรมของมหาอำนาจ เพื่อให้รู้เท่าทันว่าจีนคิดอะไรและอเมริกาต้องการอะไร แล้วพาธุรกิจไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเตือนจากอาจารย์วีระ ที่มองว่าโครงสร้างของไทยอาจแข็งกระด้างจนต้องรอให้เกิดวิกฤตมาบีบบังคับให้เปลี่ยน ซึ่งวิกฤตรอบนี้อาจรุนแรงกว่าปี 40 เพราะไม่มีแรงส่งให้เด้งกลับ (V-Shape Recovery) อีกแล้ว

ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีแห่งการรอความหวังจากรัฐบาลที่มีงบประมาณจำกัด แต่เป็นปีที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวเข้าหาขั้วอำนาจใหม่ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองก่อนพายุจะมาถึง

เนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย 2026” โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ (ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร) และ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร (ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ดำเนินรายการโดย อ. วีระ ธีรภัทร (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ) และคุณชุติมา พึ่งความสุข (ผู้ประกาศข่าว /พิธีกร )

ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

#FutureTrends #FutureTrendsAheadSummit2026