วงเสวนาจากดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร อ. วีระ ธีรภัทร และคุณชุติมา พึ่งความสุข ในประเด็น ประเทศไทย 2026 เดินเกมอย่างให้อยู่รอด เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันของสองอำนาจจีน – อเมริกา

สรุปเนื้อหาจาก Session “ทิศทางประเทศไทย 2026” โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย อ. วีระ ธีรภัทร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ และคุณชุติมา พึ่งความสุข ผู้ประกาศข่าว /พิธีกร
หากมองไปยังปี 2026 ภาพที่เห็นอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านของปีปฏิทิน แต่คือจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกไม่ได้หมุนด้วยกติกาเดิมอีกต่อไป
จากวงเสวนาที่รวบรวมกูรูระดับประเทศอย่าง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผ่านการดำเนินรายการของอาจารย์วีระ ธีรภัทร และคุณชุติมา พึ่งความสุข ได้ฉายภาพความจริงที่นักธุรกิจและผู้บริหารต้องตระหนัก เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่เรียกว่า “A World Minus Two” หรือโลกที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน แยกกันเดินอย่างชัดเจน
[ จีนเปลี่ยนเกม: ส่งออก Supply Chain แทนสินค้า ]
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือยุทธศาสตร์ใหม่ของจีน ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับล่าสุด จีนไม่ได้ต้องการแค่ส่งออกสินค้าสำเร็จรูปอีกต่อไป แต่กำลังส่งออก Supply Chain เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีจากตะวันตก
โมเดลธุรกิจใหม่คือการเข้ามาจับมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นในไทย โดยยอมถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อให้สินค้ากลายสัญชาติเป็นของไทย แล้วใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปยังสหรัฐฯ หรือยุโรป
สำหรับภาคธุรกิจ นี่ไม่ใช่สัญญาณของการแข่งขัน (Competition) แบบเดิมที่ต้องสู้ด้วยราคา แต่เป็นยุคแห่งความร่วมมือ (Collaboration) ผู้ประกอบการต้องหาทางแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่นี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนหรือการเป็นฐานการประกอบ
[ กับดัก GDP โตต่ำ 2%: ถึงเวลาเปลี่ยนสินค้าที่ขาย]
ในขณะที่โลกหมุนเร็ว เศรษฐกิจไทยกลับโตช้าจนน่าใจหาย ด้วย GDP ที่คาดว่าจะโตไม่ถึง 2%, สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และอุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์ (ICE) หรือปิโตรเคมี เริ่มหมดเสน่ห์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้จีน
ทางออกของประเทศไทยไม่ใช่การดันทุรังขายของเดิม แต่คือการแปรรูป ‘จุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง’
1. จากเกษตรกรรมสู่เกษตรอุตสาหกรรม (Agro-industry)
ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงกว่าตลาดโลก แต่มีศักยภาพในการแปรรูป แทนที่จะขายพืชผลราคาถูก ไทยต้องเปลี่ยนเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อป้อนความมั่นคงทางอาหารให้กับโลก
2. ขาย ‘จริต’ คนไทย
ภาคบริการยังคงเป็นพระเอก แต่ต้องยกระดับสู่ Wellness และ Medical Hub โดยใช้จุดแข็งเรื่อง Service Mind ที่ฝังอยู่ใน DNA ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI หรือการฝึกฝนแบบสิงคโปร์เลียนแบบได้ยาก
[ ยุทธศาสตร์ ‘AI Plus’ (AI in All, Not All in AI) ]
ในขณะที่สหรัฐฯ ทุ่มสุดตัวเพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุด (All in AI) จีนกลับเลือกเดินเกมที่ต่างออกไป คือ ‘AI in All’ หรือการเอา AI เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง
แผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีนไม่ได้เน้นสร้าง Chatbot ที่คุยสนุก แต่เน้น Industrial AI หรือ AI สำหรับภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยจีนเรียกสิ่งนี้ว่า Foundation Technology หรือเทคโนโลยีฐานรากที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก ได้แก่
• Physical AI: ใส่สมองให้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนในโรงงาน
• Bio-manufacturing: การผลิตด้วยชีวภาพ วัสดุศาสตร์ใหม่ๆ
• 6G & Quantum: การสื่อสารและประมวลผลที่เร็วกว่าเดิม
เป้าหมายของจีนคือการเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหนือกว่าคู่แข่งทั่วโลก และเทคโนโลยีเหล่านี้ยังเป็น Dual Use คือใช้ได้ทั้งหาเงินและทางการทหารเพื่อความมั่นคง
[ การปรับตัวระดับปัจเจก: Diversify หรือหายไป ]
สำหรับคนทำงานและนักลงทุน ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือการกระจุกความมั่งคั่งไว้ในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนรวมจึงเป็นเรื่องจำเป็น
นอกจากนี้ ทักษะที่สำคัญยิ่งกว่า AI Literacy คือ Cultural Literacy หรือความเข้าใจวัฒนธรรมของมหาอำนาจ เพื่อให้รู้เท่าทันว่าจีนคิดอะไรและอเมริกาต้องการอะไร แล้วพาธุรกิจไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเตือนจากอาจารย์วีระ ที่มองว่าโครงสร้างของไทยอาจแข็งกระด้างจนต้องรอให้เกิดวิกฤตมาบีบบังคับให้เปลี่ยน ซึ่งวิกฤตรอบนี้อาจรุนแรงกว่าปี 40 เพราะไม่มีแรงส่งให้เด้งกลับ (V-Shape Recovery) อีกแล้ว
ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีแห่งการรอความหวังจากรัฐบาลที่มีงบประมาณจำกัด แต่เป็นปีที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวเข้าหาขั้วอำนาจใหม่ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองก่อนพายุจะมาถึง
เนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย 2026” โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ (ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร) และ ผศ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร (ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ดำเนินรายการโดย อ. วีระ ธีรภัทร (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ) และคุณชุติมา พึ่งความสุข (ผู้ประกาศข่าว /พิธีกร )
ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน
#FutureTrends #FutureTrendsAheadSummit2026

