Amity ปิดดีล Series D 100 ล้านดอลลาร์ ผ่านกลยุทธ์ 3Bs ขึ้นแท่น เทคคอมพานีไทยที่ระดมทุน GenAI สูงสุดในเซาท์อีสเอเชีย

Amity (อะมิตี้) เทคคอมพานีด้าน AI ที่ก่อตั้งในไทยโดย กรวัฒน์ เจียรวนนท์ เพิ่งปิดการระดมทุนรอบ Series D สำเร็จ นับเป็นการระดมทุนด้าน GenAI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนเทรนด์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก
เมื่อ AI แบบ “รู้ทุกอย่าง” ไม่พอสำหรับธุรกิจจริง
หัวใจของการระดมทุนครั้งนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์เรื่อง Vertical AI ผ่านแนวคิดที่ว่า AI จะสร้างมูลค่าสูงสุดเมื่อถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ใช่เป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ที่ใช้ได้กับทุกงาน
กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Amity มองว่า Vertical AI ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรมคือโมเดลที่สามารถสร้าง ROI ที่ชัดเจนและวัดผลได้จริงสำหรับลูกค้าองค์กร ขณะเดียวกัน Agentic AI จะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์หรือสรุปข้อมูล ไปสู่ระบบที่สามารถลงมือปฏิบัติงานและขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริง
นี่คือจุดที่ Amity แตกต่าง โดยเลือกโฟกัสที่กลุ่มค้าปลีกและโทรคมนาคมเป็นหลัก แล้วพัฒนาโซลูชันที่เข้าใจบริบทเฉพาะของอุตสาหกรรมเหล่านั้น

กลยุทธ์ 3Bs สูตรการเติบโตที่ไม่ได้พึ่งแค่เทคโนโลยี
สิ่งที่ทำให้ Amity น่าจับตามองไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ โมเดลการเติบโต ที่เรียกว่า 3Bs — Build, Buy, Bridge
Build คือการพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI หรือ ARAC ที่สิงคโปร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวใจด้านนวัตกรรมของทั้งกลุ่ม
Buy คือการขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
Bridge คือการผสานบริษัทที่เข้าซื้อมาเข้ากับระบบนิเวศ AI ของ Amity เพื่อยกระดับให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างครบวงจร
โมเดลนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า การสร้างบริษัท AI ระดับโลกในยุคนี้ไม่สามารถพึ่งพาแค่การวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมพลังจากหลายเทคโนโลยีและหลายทีมเข้าด้วยกันอย่างมีกลยุทธ์

Ecosystem ที่ครบวงจร: จาก Voice AI ถึง Unified Communications
หนึ่งในจุดแข็งที่เห็นได้ชัดของ Amity คือระบบนิเวศของบริษัทในเครือทั้ง 5 แห่งที่ครอบคลุมหลายมิติของ Enterprise AI ตั้งแต่ Amity Solutions ที่ให้บริการ Agentic AI, Amity Accentix ด้าน Voice AI, Tollring ด้านระบบวิเคราะห์การสื่อสาร, EGG Digital ด้านการวิเคราะห์ค้าปลีกและการตลาด ไปจนถึง Amity-Nordstar ด้าน Unified Communications
ทัชพล ไกรสิงขร ประธาน ARAC และผู้ร่วมก่อตั้ง Amity อธิบายแนวทางนี้ว่าเป็น “Research-to-Revenue” คือการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับการสร้างรายได้จริง โดยมุ่งแก้ปัญหา Last-Mile Adoption ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายโครงการ AI ในองค์กรไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน
ระบบนิเวศแบบนี้ทำให้ Amity ไม่ได้ขายแค่ “เครื่องมือ AI” แต่ขาย “ระบบ AI ครบวงจร” ที่สามารถเข้าไปทำงานจริงในกระบวนการธุรกิจของลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าเกมนี้ได้ผล
ความน่าสนใจของ Amity ไม่ได้อยู่แค่ที่วิสัยทัศน์ แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ รายได้ประมาณการรายปีของกลุ่มบริษัทแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2565 และกว่า 75% ของ EBITDA ในปี 2568 มาจากหน่วยธุรกิจในยุโรป
เคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Amity ย้ำว่าการจัดสรรเงินลงทุนจะเน้นวินัยและความโปร่งใส มุ่งเฉพาะการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจชัดเจน รายได้ยั่งยืน และความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
นักลงทุนเห็นอะไรใน Amity
การระดมทุนครั้งนี้นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ของสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners และ SMDV จากอินโดนีเซีย พร้อมนักลงทุนรายใหม่อย่าง CMLIM Capital จากมาเลเซีย
วรพล ศุภานุสนธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Partners มองว่ากลยุทธ์ Build, Buy, Bridge ของ Amity ที่ผสานการวิจัยภายในกับการเข้าซื้อกิจการอย่างมีวินัยเพื่อยกระดับบริษัทซอฟต์แวร์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม AI ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการคว้าโอกาสจากตลาด Enterprise AI ในภูมิภาค
ขณะที่ EDBI เลือกร่วมลงทุนเพราะเห็นโอกาสในการสนับสนุนศูนย์ ARAC ที่สิงคโปร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฐานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเปิดตลาดใหม่ให้กับ Amity ในระดับสากล
การที่นักลงทุนจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียเข้ามาร่วมในดีลเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่า Amity ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ “สตาร์ทอัปไทย” อีกต่อไป แต่เป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลก

เป้าหมายถัดไป รายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และ IPO ปี 2570
การระดมทุนครั้งนี้ทำให้ยอดเงินระดมทุนรวมของ Amity เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 60 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2567 บริษัทตั้งเป้ารายได้ต่อปี 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 พร้อมเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2570
แผนในปี 2569 จะเน้นการเข้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการขยายศูนย์ ARAC ที่สิงคโปร์ และเร่งพัฒนา Vertical AI สำหรับตลาดสากล
สิ่งที่น่าจับตาคือ หาก Amity สามารถ IPO ได้สำเร็จในปี 2570 จะถือเป็นหนึ่งในบริษัท AI จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโตจากสตาร์ทอัปสู่ตลาดทุนได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และอาจเป็นต้นแบบให้เทคคอมพานีในภูมิภาคเห็นว่าเส้นทางสู่ “ผู้เล่นระดับโลก”
กรวัฒน์ เจียรวนนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า Amity จะก้าวเป็น AI Champion ของไทยและภูมิภาค โดยมีทีมงานระดับโลกกระจายอยู่ใน 4 ทวีป พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์สามเสาหลักอย่างเต็มกำลัง


