นวัตกรรมไทยติดกับดักอะไร? บทเรียน 10 ปีของ KX สู่การเป็น Open Platform เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย โดย ดร.ภัทรชาติ โกมลกิติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักเคเอกซ์

“ประเทศไทยมีงานวิจัยคุณภาพดีอยู่เต็มหิ้ง แต่ทำไมเราถึงยังติดกับดักการเป็น ‘ผู้บริโภคเทคโนโลยี’ มากกว่า ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ที่สร้าง Impact ทางธุรกิจได้จริง?”
นี่คือคำถามสำคัญจาก ดร.ภัทรชาติ โกมลกิติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักเคเอกซ์ (KX Knowledge Xchange) ที่ไม่ได้มองแค่ภาพสวยหรูของความสำเร็จ แต่กล้าที่จะชี้ให้เห็นถึง ‘รอยร้าว’ ในระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่ต้องเร่งแก้ไขในโอกาสที่ KX เดินทางมาครบ 1 ทศวรรษ ท่ามกลางโลกที่ขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation และการแข่งขันที่ไม่มีที่ว่างให้ผู้ที่ปรับตัวช้า
[ 3 กับดักที่รั้งนวัตกรรมไทยไม่ให้ไปต่อ ]
ดร.ภัทรชาติ วิเคราะห์ว่า ‘คอขวด’ ที่แท้จริงประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
🔎 ความเป็นระบบปิด (Silo)
หน่วยงานต่าง ๆ มักโฟกัสเฉพาะงานของตัวเอง ขาดการสนับสนุนการทำงานข้ามหน่วยงาน ซึ่งในความเป็นจริง นวัตกรรมจะเกิดได้ต่อเมื่อเราได้เห็นตัวอย่างที่แตกต่างและนำมาประยุกต์ใช้ แต่ความคุ้นชินในที่เดิม ๆ มักทำให้เราฝืดเคืองจนคิดไม่ออกว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร การข้ามหน่วยงานในไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมักมีคำถามตามมาถึงการแบ่งปันทรัพย์สินทางปัญญา หรือผลประโยชน์ที่ยังไม่มีระบบรองรับชัดเจน
🔎 มี Solution แต่ตามหา Problem
นักพัฒนาส่วนใหญ่มักเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ แล้วค่อยออกไปดูว่ามันจะแก้ปัญหาอะไร เมื่อไอเดียไม่ได้เริ่มจากความต้องการที่แท้จริงของตลาด และเจ้าของนวัตกรรมไม่ยอมปรับเปลี่ยน (Pivot) เมื่อพบความจริงที่ต่างออกไป สุดท้ายงานวิจัยเหล่านั้นจึงสอบตกในเชิงพาณิชย์ นี่คือเหตุผลที่ KX ต้องใส่แนวคิดการสำรวจตลาด (Market Status) เข้าไปใน Mindset ของนวัตกรอย่างเข้มข้นเพื่อให้ก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้
🔎 กลัวความเสี่ยงในการใช้งาน (Implementation Failure)
นวัตกรรมคือความเสี่ยงที่ไม่มีใครรับประกันความสำเร็จได้ แต่ระบบไทยโดยเฉพาะภาครัฐรับความเสี่ยงได้น้อยมาก การตั้งเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องมีประสบการณ์สูงคือการปิดประตูใส่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีไอเดียล้ำทันสมัย หากภาครัฐไม่เปิด “รูม” (Room) ให้คนตัวเล็กได้ทดลองใช้จริง นวัตกรก็จะขาดพื้นที่พิสูจน์ฝีมือจนนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย
[ บทเรียน 10 ปี จาก Physical Space สู่ “Trust Ecosystem” ]
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา KX พิสูจน์แล้วว่าหัวใจของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคาร แต่อยู่ที่การสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความเชื่อใจ” (Trust Ecosystem)
นวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่มันเกิดจากความเชื่อใจระหว่าง 3 กลุ่ม คือ ภาคการศึกษา (Academia), ภาคเอกชน (Industry) และ สตาร์ตอัป (Startup)”
บทเรียนตลอดทศวรรษสอนเราว่า นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรที่แพงที่สุด แต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุด KX จึงวางตัวเป็น ‘Neutral Platform’ พื้นที่กลางที่ลบเส้นแบ่ง (Silo) ออกไป
เราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงที่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยที่จะแชร์ข้อมูล แชร์โจทย์ที่แท้จริง และแม้แต่แชร์ความล้มเหลวร่วมกันที่’ กลายเป็น ‘จุดนัดพบของความเชื่อมั่น’ ที่ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและองค์ความรู้ได้อย่างไร้รอยต่อ
[ TECHBITE สะพานที่เปิดประตูสู่ “โจทย์จริง” ]
ดร.ภัทรชาติ เน้นย้ำว่ากลไกของ TECHBITE คือการทำหน้าที่ “เปิดประตู” ที่ปกติจะเข้าถึงได้ยากสำหรับคนตัวเล็ก
“ถ้าอยู่ ๆ สตาร์ตอัปเดินไปหาบริษัทใหญ่ด้วยตัวเอง มันแทบไม่มีวันเกิดขึ้นได้”
KX จึงสร้างโปรเจกต์อย่าง TECHBITE Food & Biotech by AJINOMOTO & KX และ TECHBITE ENERGY by Bangchak & KX เพื่อเป็นตัวกลางเปิดประตูให้พาร์ทเนอร์ได้เห็นศักยภาพของกันและกัน การที่สตาร์ทอัพได้เข้าถึงโรงงานและโจทย์จริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการขยายตลาด แต่เป็นการลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจนวัตกรรมได้มหาศาลผ่านการทำ Pilot Test
ความสำเร็จนี้ถูกพิสูจน์ผ่านเคสอย่าง Modgut ที่เปลี่ยนงานวิจัย Microbiome ให้กลายเป็นการตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล และ Osseolab ที่ผสาน AI กับ 3D Printing มายกระดับการศัลยกรรมกระดูกให้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากการที่ KX เข้าไปช่วยปรับโมเดลธุรกิจและสร้างการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ
[ ทะยานสู่ทศวรรษที่ 2 ในฐานะ “Problem Setter” ]
ก้าวต่อไปของ KX ในทศวรรษหน้า คือการเติบโตสู่การเป็น Open Platform ที่สมบูรณ์แบบ
“ในอนาคต KX จะยกระดับเป็น ‘ผู้กำหนดโจทย์’ (Problem Setter) เราจะไม่เพียงแค่มองว่าใครอยากได้อะไร แต่เราจะวิเคราะห์ถึงความเร่งด่วนทางเทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ที่ประเทศหรือโลกต้องการจริง ๆ”
ภารกิจในทศวรรษที่ 2 คือการใช้ศักยภาพในการ Scout นวัตกรและ Expert จากทุกแห่ง ทั้งในและต่างประเทศเพื่อมาแก้โจทย์เหล่านั้นร่วมกัน เราไม่ได้ต้องการแค่การทำ Branding ที่สวยงาม แต่เราต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้นวัตกรไทยมีที่ยืน มีรายได้ที่มั่นคง และพาประเทศก้าวข้ามกับดักเดิม ๆ ไปสู่การเป็น Hub ของภูมิภาคอย่างแท้จริง
ดร.ภัทรชาติ กล่าวทิ้งท้ายถึงวิสัยทัศน์ที่อยากให้เกิดขึ้นในทศวรรษหน้าว่า
“ถ้าถามถึงเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า ผมฝันไว้ว่าเราจะกลายเป็น ‘คลังของนวัตกร’ ของประเทศ เป็นจุดที่ทุกคนนึกถึงว่าถ้าอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง (Change) ต้องนึกถึงที่นี่ เพราะเราจะสามารถหาคนที่เหมาะสมที่สุดมาแก้ปัญหาหรือกำหนดโจทย์ที่ตรงกับยุทธศาสตร์ของโลกได้จริง และนั่นคือภาพจำที่ผมอยากให้สำนักเคเอกซ์ทิ้งไว้เป็น Legacy ให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย”
บทสรุปจาก 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของ KX พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘การฉายเดี่ยวคือความเสี่ยงที่แพงที่สุด’ และ “นวัตกรรม” คือเรื่องของการจัดการความร่วมมือ หากเราสามารถเปลี่ยนจากการ ‘ต่างคนต่างทำ’ มาเป็น ‘Open Platform’ ที่เชื่อมโยงทรัพยากรเข้าด้วยกันได้จริง นวัตกรรมไทยที่เคยอยู่แค่ในแล็บจะกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่พาประเทศไทยข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมในเวทีระดับโลกได้อย่างสง่างาม
#KX10thAnniversary #KXKnowledgeXchange #InnovationThailand #FutureTrends #OpenPlatform #TECHBITE #KMUTT #สำนักเคเอกซ์ #นวัตกรรมไทย

